“นอร่า เจ้าไม่ร้อนบ้างหรืออย่างไรกัน?”
พระราชาหนุ่มถามสหายของเขาที่นั่งทำงานอยู่ไม่ห่างบนศาลากลางน้ำในเขตพระราชวังนี้
หน้าร้อนปีนี้ร้อนมากกว่าหลายปีที่ผ่านมามากจนใครก็ต่างทนไม่ไหวและต้องออกมานั่งทำงานข้างนอกตัวอาคารกันหมด
และศาลากลางน้ำแห่งนี้ก็ได้กลายมาเป็นสถานที่ทำงานของกษัตริย์แห่งโคเนียกับเหล่าสหายของเขา
ที่ในตอนนี้ทั้งเฟลิกซ์กับนอร่าได้ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักเลขาธิการพระราชวังแล้วเรียบร้อยเมื่อสามเดือนก่อน
“ข้าชอบอากาศร้อนจะตาย
ไม่เช่นนั้นข้าจะไปอยู่ในครัวตอนยังทำงานอยู่ที่นอร์ดได้นานขนาดนั้นได้อย่างไรกัน”
สำหรับหญิงสาวผู้รักอากาศร้อนของฤดูร้อนแล้ว
อากาศเท่านี้ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่เธอรับได้ไหว
แต่แดดต่างหากที่เป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบ
มันแสบผิวมากเลยล่ะในหน้าร้อนของปีนี้
ไม่รู้เพราะลงใต้มาที่มอนทาราหรือไม่แดดถึงแรงมากขนาดนี้
ที่นอร์ดไม่เห็นว่าจะมีแดดที่ทำให้แสบผิวถึงเพียงนี้เลย
“ข้าร้อนจะตายแล้ว พวกเราย้ายไปทำงานที่แถว ๆ แนวเทือกเขาดีหรือไม่
ข้าคุ้น ๆ ว่าท่านแม่เคยพาข้าไปเมื่อสมัยยังเด็ก”
ฟินตันนึกย้อนกลับไปถึงครั้งหนึ่งที่เขากับแม่ของเขาและอัลดริชกับบริจิดเดินทางไปหลบอากาศร้อนที่แนวเทือกเขามอร์บัลลาทางทิศตะวันออกของนครหลวงแห่งนี้
ถ้าจำไม่ผิดแล้ว
เมืองที่ปราสาทแห่งนั้นตั้งอยู่น่าจะมีชื่อว่าเซียเกน ทิวทัศน์สวย ๆ
กับอากาศที่เย็นสบายติดเทือกเขาแบบนั้นน่ะ เป็นสิ่งที่ต้องการมาก ๆ
เลยในตอนนี้ มิเช่นนั้นก็คงจะแห้งเหี่ยวไปตามต้นไม้แน่ ๆ
“อ๊ะ ฟินตัน อัศวินของเจ้ามาแล้วนั่น”
ในระหว่างที่หยิบเอาพัดมาพัดให้ตนเองหายร้อนอยู่นั้นก็มีคนมาใหม่ที่หน้าตาคุ้นเคยกันดี
บอลด์วินพอรักษาตัวจนหายดีเป็นปกติแล้วก็ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าองครักษ์ของราชวงศ์
ซึ่งก็คือการคุ้มกันฟินตันแค่คนเดียวนั่นเอง
เพราะมีแค่กษัตริย์เจ้าของพลังไฟที่หลงเหลืออยู่แค่นี้ในเหล่าสมาชิกราชวงศ์
แล้วพอเป็นเช่นนี้เจ้าตัวก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ไม่ต่างจากพ่อของเขาในอดีตอย่างการฝึกเหล่าองครักษ์และดูแลตนเองให้ดี
นอกจากนี้ยังต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยจากทุกด้านเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังเมื่อหกปีก่อนอีกด้วย
“ฟินตัน... ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”
“บอลด์วิน ขยับออกไปเดี๋ยวนี้”
เมื่อมาถึงตัวคนรักของตน บอลด์วินก็ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ
แล้วเอนตัวไปเบียดคนผมสีน้ำตาลทันที
ฟินตันที่ร้อนอยู่แล้วพอมีคนมาเบียดแบบนี้เขาก็เริ่มที่จะหงุดหงิดมากกว่าเก่า
เอกสารตรงหน้าก็มีให้พิจารณามากมายจนเหนื่อยพอแล้ว
ถึงจะมีอีกสองคนช่วยเขาก็เถอะ
“อะไรกัน เจ้าไม่รักข้าแล้วหรืออย่างไรกัน นี่นะ
ข้าฝึกหนักมากเลยวันนี้ ข้าเหนื่อย”
บอลด์วินพยายามพูดด้วยน้ำเสียงกะหนุงกะหนิงกับฟินตันจนคนรอบข้างหันมามองหน่อย
ๆ
ซึ่งถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ทุกคนต่างทราบดีอยู่แล้วก็ตามว่าบอลด์วินกับฟินตันมีความสัมพันธ์ในสถานะอะไรกัน
แต่มันก็อดที่จะมองดูคนสองคนที่รักกันเผยแพร่กระจายความหวานไม่ได้อยู่ดี
“โอ๊ย! ข้าร้อน! แล้วเจ้าดูเหงื่อของเจ้าเสียก่อน
เจ้าอยากโดนไฟเผาหรือยังไงกันหา!!”
ฟินตันลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความหงุดหงิด
มือก็สร้างลูกไฟลูกขนาดพอ ๆ
กับผลของส้มขึ้นมาเตรียมจะโยนใส่คนตรงหน้า
เสียงกรีดร้องเพราะตกใจดังขึ้นเล็กน้อยจากเหล่าแม่บ้านและคนอื่นรอบ ๆ
แต่ฟินตันก็ไม่ได้คิดจะทำจริงหรอก
แค่ขู่คนที่มากวนเขาตอนที่อากาศร้อนเฉย ๆ
“เห้อ... บอลด์วิน เจ้าไปเอาน้ำเย็น ๆ มาให้พวกข้าไป
อย่าไปกวนฟินตันเลย เดี๋ยวงานของพวกข้าจะไม่เสร็จเอา”
เฟลิกซ์เทเลพอร์ตจากที่ที่ตนนั่งอยู่มายืนคั่นกลางระหว่างผู้เป็นกษัตริย์และอัศวิน
เขาเข้าใจสหายของเขาดีว่าอยากที่จะแสดงความรักกับฟินตัน
แต่ในเวลานี้ที่อากาศร้อนและมีงานถาโถมโหมกระหน่ำแล้วคงจะไม่เหมาะเท่าไรนัก
“โธ่... ฟินตัน ข้าเสียใจนะนี่”
“ตอนนี้ถ้าจะให้ดีเจ้าสร้างลมมาพัดให้ข้าดีกว่า
เอาไว้คืนนี้เจ้าค่อยเข้ามาใกล้ข้าก็แล้วกัน อ๊ะ...”
ฟินตันก็ยังคงเป็นฟินตันอยู่ดี
นิสัยการเผลอพูดอะไรออกมาแล้วมารู้ตัวว่ามันจะทำให้อายในภายหลังมันยังติดตัวเขามาตลอดจนถึงตอนนี้ที่เป็นผู้ปกครองของอาณาจักร
แถมต่อหน้าเหล่าสหายและคนในพระราชวังอีก
“แหม ฟินตัน... เกรงใจพวกข้าที่โสดบ้างก็ได้นะ”
นอร่าส่ายหน้าและหัวเราะน้อย ๆ ให้กับสหายของเธอ แต่จะว่าอะไรได้
เธอก็ชอบที่จะเห็นฟินตันเป็นแบบนี้นะ
มันเหมือนว่าได้รับรู้ความคิดที่เขามีจริง ๆ ภายในใจอะไรแบบนั้น
กับท่าทางเวลาเขินอายมองกี่ทีก็ไม่เคยที่จะเบื่อเลย
สามเดือนภายใต้การปกครองของฟินตัน
โคโลเนียกำลังกลับมาเดินไปข้างหน้าอีกครั้งหลังจากหยุดอยู่นิ่ง ๆ
หรือแม้แต่ถอยหลังไปนานกว่าหกปี
จากการพูดคุยในเรื่องการแลกเปลี่ยนวิทยาการกับคณะทูตของบรูกไชน์ในวันนั้นที่บอลด์วินฟื้นขึ้นมา
ในวันนี้
โคโลเนียกำลังเริ่มมีการสร้างเขตอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่ติดกับชายแดนของบรูกไชน์
อันมีอิลลูม่าให้ความสนใจด้วยและอยู่ระหว่างการเจรจาขอร่วมลงนามในพื้นที่แห่งนี้อยู่
แม้จะไม่เข้าใจนักว่าไอน้ำมันสามารถทำอะไรได้มากมายขนาดที่คนหลายคนตื่นเต้นกันขนาดนั้น
แต่จากการปรึกษาภาคส่วนต่าง ๆ
โดยเฉพาะผู้รู้ในด้านอุตสาหกรรมใหม่นี้แล้ว
นี่คือเส้นทางที่ควรหยิบจับเอาไว้ไม่ผิดแน่
เหล่าผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเองก็เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ
จากการนำเข้าคริสตัลสีเขียวมาแจกจ่ายให้ผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด
รวมกับการสนับสนุนจากอาณาจักรอื่นที่เป็นพันธมิตรฝ่ายพลังจิต
แม้มันจะไม่ใช่คริสตัลสีเขียวที่ดีมากนัก
เนื่องจากงบของท้องพระคลังนั้นมีจำกัด
ฉะนั้นแล้วยิ่งในสถานการณ์ที่การฟื้นฟูอาณาจักรมีเรื่องที่จำเป็นมากมายหลายด้านอีก
มันเลยเป็นข้อจำกัดหลักที่ห้ามไม่ให้ฟินตันสามารถทำได้ทุกอย่างที่อยากทำ
แต่อย่างน้อยหากพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่สร้างเสร็จสิ้น
ผู้คนก็จะมีงานทำมากขึ้น
อันจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่กลับมาเดินหน้าดังเดิม อย่างที่มันควรจะเป็น
ในตอนแรกที่ฟินตันดึงตัวเฟลิกซ์และนอร่ามาร่วมทำงานเอกสารช่วยเขานั้นเขาก็คิดว่าคงจะเป็นแค่การให้มาช่วยเพียงชั่วคราว
เพราะคิดว่าสหายสองคนนี้ของเขาคงอยากที่จะกลับไปยังบ้านของแต่ละคนแล้วทำงานในอาชีพเดิมก่อนที่จะมาเข้าร่วมการเดินทางกับเขา
แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือทั้งสองคนต่างเลือกที่จะอยู่ที่มอนทาราต่อ
ฟินตันเลยส่งชื่อทั้งสองคนเข้าสู่สำนักเลขาธิการพระราชวังเพื่อให้เป็นเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ
และได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับงานที่ทำ
ไม่ใช่แค่คำขอบคุณจากปากของเขาดังที่เป็นมาในช่วงอาทิตย์แรก ๆ
ที่มาช่วยงานเขา
ซึ่งนี่น่าจะเป็นอีกเหตุผลนึงที่ทั้งสองคนเลือกอยู่ที่มอนทาราต่อ
รายได้จากการทำงานนี้มันมากกว่าอาชีพเดิมมากเลยนี่นา
แต่ก็แลกมากับงานที่หนักและยากตามไปด้วย
ในส่วนของอัลเบิร์ตนั้น
ในตอนนี้เขารับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพบกของอาณาจักร
ซึ่งก็จะขึ้นกับฟินตันโดยตรงเวลารายงาน
โดยระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยนระบบภายในให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น
อันเป็นขยะชิ้นใหญ่ที่หลงเหลือมาจากสมัยของคีย์รัน ที่กองทัพต่าง ๆ
ได้กลายสภาพไปเป็นที่สิงสถิตของคนไร้ความสามารถจำนวนมาก
แต่กลับได้รับตำแหน่งใหญ่โตที่พ่วงมาด้วยค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างดีแทนคนที่เหมาะสมเสียอย่างนั้น
และงานชิ้นต่อไปของฟินตันที่อยากจะทำร่วมกับอัลเบิร์ตก็คือการรักษาพรมแดนที่ติดกับแฟแลนเดรียให้ปลอดภัยเอาไว้
จากการที่เหล่าผู้สนับสนุนของคีย์รันส่วนใหญ่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ฝั่งแฟแลนเดรียที่ไม่ห่างจากชายแดนของโคโลเนียมากนัก
เขากลัวว่ามันจะเกิดความวุ่นวายขึ้นมาหรือเรื่องที่ใหญ่มากกว่านั้นในอนาคต
และแม้จะสนับสนุนฝั่งพลังจิตและวิทยาศาสตร์แบบเห็นได้ชัด
แต่กับเวทมนตร์
ฟินตันก็ไม่ได้มีการปราบปรามห้ามการใช้งานและเรียนรู้อะไร
กรมเวทมนตร์ที่ถูกตั้งขึ้นในการปกครองของคีย์รันก็ยังคงมีอยู่ดังเดิม
เพียงแค่ลดความสำคัญลงเป็นเพียงเท่านั้น
การสนับสนุนยังคงมีอยู่ดังเดิม เพียงแค่น้อยลงกว่าเก่ามาก
เพราะฟินตันมองว่าพลังจิตเป็นสิ่งที่คนหลายคนเกิดมาพร้อมกับมัน
แต่เวทมนตร์เป็นสิ่งที่คนเราไปเรียนรู้มาเอง
อันไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมา
เราควรจะสนับสนุนสิ่งที่มีอยู่มาโดยไม่ต้องฝืนธรรมชาติจะเป็นการดีกว่า
แต๊ง... แต๊ง...
“อือ... ห้าโมงเย็นแล้ว เลิกงานเสียที”
เสียงระฆังบนยอดหอนาฬิกาที่อยู่ไม่ไกลนักถูกตีบอกเวลาห้าครั้ง
เป็นสัญญาณว่าขณะนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้วเป็นที่เรียบร้อย
เฟลิกซ์บิดขี้เกียจแล้ววางปากกาลงบนโต๊ะก่อนจะหาวออกมาวอดใหญ่
“พวกเจ้าทุกคนกลับได้เลยนะ
เดี๋ยวเอกสารข้ากับบอลด์วินจะจัดการนำไปเก็บเอง”
ฟินตันเอนตัวพิงกับพนักพิงแล้วบอกให้เหล่าข้าราชบริพารรอบตัวให้สิ้นสุดการทำหน้าที่ของตนในวันนี้ได้
ถึงแม้จะมีบางคนที่ยังคงกล้า ๆ กลัว ๆ
ที่จะเดินออกไปจากบริเวณศาลาแห่งนี้อยู่บ้าง
แต่สุดท้ายก็ได้นอร่าเป็นคนไปบอกพวกเขาเหล่านั้นให้สามารถทำตามคำพูดของฟินตันได้เลยโดยไม่ต้องห่วงเรื่องเอกสารกองใหญ่บนโต๊ะ
เป็นเวลาเกือบจะหนึ่งเดือนมาแล้วที่ฟินตันเริ่มใช้งานกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนต่อหน้าสมาชิกราชวงศ์
ในตอนแรก
ขุนนางที่ยังหลงเหลืออยู่จำนวนมากต่างต่อต้านกฎหมายใหม่นี้กันถ้วนหน้า
เพราะพวกเขามองว่ามันเป็นการดึงพวกเขาลงไปต่ำหลังจากโดนกดขี่มาโดยอำนาจใหม่
อันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะอุตส่าห์ได้กลับมามีอำนาจดังเดิมแล้ว
แต่เพราะด้วยคำพูดของฟินตันที่บอกว่า
“พวกขุนนางเหล่านั้นต้องการหรือที่จะได้รับการปฏิบัติตนจากสามัญชนสูงส่งกว่ากษัตริย์แห่งโคโลเนีย”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยซุบซิบให้ห้องโถงใหญ่ที่ฟินตันเชิญเหล่าขุนนางของอาณาจักรเข้ามาหารือถึงกฎหมายฉบับใหม่นี้
ผู้เป็นกษัตริย์ลุกขึ้นยืนพร้อมกวาดสายตามองคนนั้นคนนี้ไปทั่ว
เมื่อเห็นถึงสายตาที่มองมาที่แฝงไปด้วยความโหยหาอยากกอดรั้งความสูงส่งที่มีเอาไว้ต่อไป
เปลวเพลิงจึงถูกจุดขึ้นรอบ ๆ
ตัวฟินตันจนเหมือนเจ้าตัวมีปีกที่ทำจากเปลวเพลิง
ราวกับนกฟีนิกซ์ที่เชื่อมโยงถึงเทพแห่งไฟ
“ข้าจะถามพวกเจ้าอีกครั้ง พวกเจ้าต้องการสูงส่งกว่าข้ากันหรือ?”
การเอียงคอน้อย ๆ
ประกอบคำถามและสายตาอันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่พุ่งไปสบตากับทุกคนที่หันหน้ามาทางเขา
รวมกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่แล้ว มันน่าเกรงขามมากจริง ๆ
แม้ฟินตันจะเพิ่งมีอายุเพียงได้แค่ยี่สิบสองปีเท่านั้น
เพราะอายุเท่านี้แล้วอย่างไร ใครกันที่จะสามารถต่อกรกับเอสเปอร์
level 5 ที่มีไม่กี่คนบนพื้นแผ่นดินได้ เผลอ ๆ
เพียงแค่นาทีเดียวด้วยเรี่ยวแรงที่กลับมาเต็มที่ดังเดิมแล้ว
ทุกคนภายในห้องห้องนี้ก็สามารถแปรเปลี่ยนกลายเป็นเถ้าถ่านได้
“ม- ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับท่านฟินตัน”
“ข้ามิได้หมายความเช่นที่ท่านเข้าใจเพคะ”
เสียงพูดค่อย ๆ ดังมาทีละคนถึงการยอมในอำนาจที่ฟินตันมี
ใจจริงเขาก็ไม่อยากจะใช้กำลังบังคับเช่นนี้แต่อย่างใด
แต่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมกับโครงสร้างแล้ว
ตัวอย่างจากอาณาจักรที่กลายเป็นสาธารณรัฐมีอยู่ให้เห็นอย่างเด่นชัดหลายแห่งทั่วยูโรปาว่า
หากวันหนึ่งประชาชนรู้สึกห่างเหินจากผู้ปกครองมากเกินไป
รากฐานก็ย่อมสั่นคลอนได้อย่างง่ายดาย
การเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยของโคโลเนียในยามที่ยังทำได้
มันดีกว่าการจะต้องยอมหักทุกอย่างแล้วยอมเปลี่ยนแปลงในภายหลังอย่างแน่นอน
และแบบนั้น กฎหมายใหม่จึงได้ประกาศใช้ในโคโลเนีย
อันเป็นกฎหมายฉบับแรกภายใต้รัชสมัยของกษัตริย์แห่งไฟด้วย
มอบความเข้าถึงได้และใกล้ชิดแก่ประชาชนทุกคนเข้ามากกว่าเดิม
แม้จะยังไม่เท่ากับอิลลูม่า
แต่ก็ถือเป็นพัฒนาการที่ดีของสถาบันสูงสุดของอาณาจักร
เพราะไม่ว่าอย่างไรฟินตันก็ยังคงเชื่อในจุดที่ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว
ราชวงศ์ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่น ๆ เลย
“บ- บอลด์วิน หยุดก่อน- อ- อื้อ”
แต่ใครจะไปทราบกันว่ากษัตริย์แห่งไฟที่น่าเกรงขามในห้องจัดเลี้ยงวันนั้น
ในเวลาที่ได้อยู่กับอัศวินของตนแล้วจะมีท่าทางที่น่ามองเช่นนี้
นอกเสียจากบอลด์วินที่ได้เห็นเป็นประจำ
“ทำไมกันเล่า? เจ้าไม่ให้ข้าใกล้ตัวเจ้าเลยทั้งวันนี่...”
“แต่เราอยู่ที่โถงทางเดิน”
เสียงหายใจหอบน้อย ๆ
ดังมาจากคนที่แผ่นหลังแนบชิดไปกับกระจกบานใหญ่ตามทางเดินของพระราชวัง
ใบหน้ามีสีแดงระเรื่อปรากฏขึ้นเพราะคนผมสีเข้มกว่าจู่ ๆ
ก็เดินเข้ามาเบียดแล้วกดตัวเขาไปชิดผนังพร้อมมอบจูบมาให้จนเอกสารในมือแทบจะร่วงจากมือหล่นลงพื้น
“ใครจะมาเห็นกันเล่า ยามนี้ไม่มีใครหรอกในพระราชวังนอกจาก...”
ไม่ใช่ว่าฟินตันไม่ชอบ แต่หากใครมาเห็นเข้ามันคงจะน่าอายไม่น้อยเลย
แล้วถึงจะห้ามไปบอลด์วินก็ยังจูบเขาต่ออีกอยู่ดี
“นอกจากพวกข้าอย่างไร”
“เวรแล้วไง”
“เจ้าไม่เห็นจะต้องตีข้าแรงขนาดนั้นเลยนี่
เฟลิกซ์กับนอร่าเห็นไปก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไรเสียหน่อย”
หลังจากลงโทษคนรักของตนและหนีสหายอีกสองคนที่มาพบโดยการเอาเอกสารไปเก็บไว้ที่โต๊ะภายในห้องทำงานแล้วเรียบร้อย
กษัตริย์และอัศวินคู่ใจก็เดินออกจากพระราชวังมาเพื่อมุ่งหน้าไปยังใจกลางนครหลวงที่กำลังเริ่มคึกคักในเวลาหลังเลิกงานเช่นนี้ตามคำนัดหมายของบอลด์วินที่ได้กล่าวเอาไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนหน้า
“เจ้าไม่อายบ้างหรืออย่างไรกัน หา?”
ระหว่างเดินออกจากเขตของพระราชวัง
ฟินตันพยักหน้าให้กับองครักษ์ที่ทำหน้าที่เฝ้ายาม ณ
ประตูหลักก่อนจะหันไปตอบคนตัวสูงกว่าข้าง ๆ
ที่ไม่เคยจะรู้สึกรู้สาอะไรเลยยามที่เขาเขินกับอายจนทนไม่ไหวแบบเมื่อครู่
“ก็ข้าอยากให้คนรู้นี่นาว่าข้ารักเจ้า”
“หยุดเลย”
ฟินตันหลบสายตาจากดวงตาสีฟ้าสวยไปมองทางอื่นเมื่อได้ยินคำพูดที่ชวนให้เขิน
แต่จริง ๆ แล้วก็เข้าใจบอลด์วินนั่นแหละ
ก็เจ้านั่นชอบเขามาตั้งแต่แรก ๆ ที่รู้จักกันนี่นา
ทศวรรษนึงเลยไม่ใช่หรืออย่างไร
“ก็ได้...”
บอลด์วินทำหน้าเศร้าพร้อมกับเหมือนมีภาพของหูที่ลู่ลงซ้อนทับอยู่
แล้วมันก็ทำให้ฟินตันถอนหายใจออกมา เลยได้เลือกตัดสินใจทำบางอย่าง
“ถ้าทำแบบนี้ได้หรือเปล่า?”
มือของฟินตันเอื้อมไปคว้าฝ่ามือที่แกว่งอยู่ข้างลำตัวตามจังหวะการเดินของคนข้าง
ๆ มากุมไว้ สีหน้าที่ดูเศร้าเมื่อครูแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มในทันที
ซึ่งก็พลอยทำให้เขายิ้มตามไปด้วย
“ยิ่งกว่าได้เสียอีก”
“แล้วนี่จะพาข้าไปที่ไหนหรือ?
เจ้าบอกข้าเพียงแค่ว่าจะพาไปกินข้าวข้างนอกพระราชวังเอง”
เมื่อเดินมาซักพักจนเริ่มเข้าสู่เขตถนนหลักของมอนทารา
ฟินตันก็สงสัยขึ้นมาว่าเหตุใดวันนี้คนรักของเขาถึงได้ชวนเขาออกมาด้านนอกพระราชวังกัน
ใช่อยู่ว่าเขาเองก็ชอบออกมาด้านนอกบ่อย ๆ
เพื่อไปเดินเล่นหรือไม่ก็ซื้อครัวซองต์ร้านประจำที่ไม่ได้กินมานาน
เพราะแม้ครัวซองต์ที่เฟลิกซ์ทำมันจะอร่อยก็จริง
แต่ครัวซองต์ของร้านนี้ไม่ว่าอย่างไรก็อร่อยที่สุดอยู่ดี
แต่ในครั้งนี้ไม่มีการบอกกล่าวสถานที่ปลายทางใด ๆ
เลยจากอัศวินหนุ่มว่าพวกเขาจะไปที่ใดกัน
“ร้านที่พ่อของข้าชอบพาข้ากับแม่ของข้าไปทุกวันเกิดน่ะ
ตรงหัวมุมของถนนบายาร์สนู่น”
ร้านที่ว่าเป็นร้านอาหารที่เปิดมาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน
บอลด์วินดีใจมากที่จนถึง ณ
ตอนนี้ร้านแห่งนี้ก็ยังคงเปิดกิจการอยู่ดังเดิม
อีกทั้งรสชาติก็ยังอร่อยถูกปากเช่นเดิมด้วย
มันเลยถูกเลือกเป็นสถานที่สำหรับเรื่องที่อัศวินหนุ่มเก็บเป็นความลับมาพักใหญ่
ๆ แล้ว
“แถวนั้นหรือ? ข้าไม่ค่อยได้ไปไกลถึงฝั่งนั้นเลย
เจ้านำทางก็แล้วกันถ้าอย่างนั้น ฮ่า ๆ”
“ข้าไม่มีทางหลงในมอนทาราหรอกนะ บอกเอาไว้ให้”
ฟินตันหัวเราะเพราะความไม่เชื่อใจในการนำทางของคนรักของตน
ใช่อยู่ว่ามอนทาราคือบ้านเกิดของบอลด์วิน
แต่การจากมาถึงหกปีมันก็อาจจะทำให้เขาหลงลืมเส้นทางไปได้นี่นา
ชายหนุ่มสองคนเดินเคียงคู่กันไปตามท้องถนนที่เริ่มมีผู้คนหนาตามากขึ้นเรื่อย
ๆ แล้วด้วยเพราะเป็นกษัตริย์ของอาณาจักร
จึงทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างจำฟินตันได้กันทั้งนั้น
“ท- ท่านฟินตัน ถวายบังคมขอรับ”
ชายหนุ่มพร้อมครอบครัวของเขาคุกเข่าลงกับพื้นในยามที่ฟินตันเดินมาถึงตรงหน้าพวกเขาอย่างนอบน้อม
“ลุกขึ้นเถิด ไม่เห็นจำเป็นต้องคุกเข่าลงเลยนี่นา
กฎหมายใหม่ก็ระบุไว้แล้วมิใช่หรือ? หืม?”
ฟินตันปล่อยมือจากบอลด์วินแล้วย่อตัวลงหน่อย ๆ
เพื่อพูดกับครอบครัวตรงหน้า
เพราะตอนนี้พอมีคนกลุ่มหนึ่งคุกเข่าลงให้เขา คนรอบ ๆ
ก็เริ่มที่จะทำตามบ้างแล้ว
เขาไม่อยากให้การออกมาด้านนอกของเขามันกลายไปเป็นเรื่องใหญ่นี่นา
“แต่...”
“ไม่มีแต่ใด ๆ ทั้งนั้น เจ้ากับข้าก็ต่างเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน
ไม่ต้องทำอะไรเช่นนั้นหรอก”
เดินต่อมาอีกหน่อยท่ามกลางเหล่าผู้คนมากมายบนท้องถนน
บอลด์วินเริ่มที่จะระแวดระวังภัยรอบข้างมากขึ้นแล้วใช้มือข้างหนึ่งคลำจับไว้ที่ด้ามของดาบตลอดเวลา
ส่วนมืออีกข้างก็จับฟินตันเอาไว้แน่นเหมือนราวว่าหากปล่อยไปอีกฝ่ายจะหลงไปง่าย
ๆ
ผู้คนส่วนใหญ่มีปฏิกิริยากับฟินตันในแบบนี้เขาหวังจากกฎหมายฉบับใหม่
แต่ก็ยังมีอยู่บ้างที่ยังคงปฏิบัติตัวกับเขาดังเดิม
อันเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้กับการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ดำเนินเช่นนั้นมานานแสนนาน
จะให้จู่ ๆ
ทุกคนหยุดการกระทำที่ถูกปลูกฝังมาตลอดว่าเป็นเรื่องของมารยาทที่พึงกระทำในเวลาเพียงสองเดือนก็คงจะเป็นไปไม่ได้
ฉะนั้นในท้องถนนของมอนทาราตอนนี้ท่ามกลางคนที่โค้งศีรษะทำความเคารพฟินตัน
ก็ยังมีบ้างที่คุกเข่าลงแซมนาน ๆ ที
จนในที่สุดบอลด์วินก็นำทางคนรักของเขามาถึงจุดตัดของถนนหลักของเมืองกับถนนบายาร์สที่อยู่ทางตะวันออกกว่าย่านปกติที่พวกเขาทั้งสองมักจะออกมาเดินเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็กจนโต
แม้ที่แห่งนี้จะอยู่ใกล้กับบ้านของบอลด์วินมากก็ตาม
ภาพตรงหน้าเป็นร้านอาหารขนาดกลางที่มีผู้คนคับคั่ง
กลิ่นความอร่อยโชยไปทั่วทั้งบริเวณและดึงดูดลูกค้าคนแล้วคนเล่าให้เข้าไปเติมแรงหลังจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน
และแม้จะเริ่มมีแถวหน้าร้านแล้ว
แต่พอบริกรต้อนรับเห็นบอลด์วินและฟินตัน เขาก็นำเข้าไปที่โต๊ะทันที
“เจ้าถึงกับจองเอาไว้เลยหรือ?”
ฟินตันกล่าวขณะค้อมตัวตอบรับการทำความเคารพเขาจากเหล่าผู้คนภายในร้านที่เขาเดินผ่านไปยังโต๊ะว่างริมหน้าต่างโต๊ะหนึ่ง
บนนั้นมีกระดาษพับเขียนเอาไว้ว่าถูกจองเอาไว้ในนามของบอลด์วิน
ไอเซินฮาร์ท
“ก็ข้าอยากให้เจ้ามาให้ได้นี่นา เชิญนั่งได้เลยนะ”
คนตัวสูงกว่าเลื่อนเก้าอี้ให้คนตัวเล็กกว่านั่งลงก่อน
ก่อนจะตามลงไปนั่งนี่ฝั่งตรงข้าม
เมนูทั้งหมดเองก็สั่งเอาไว้แล้วล่วงหน้า
ฟินตันกับบอลด์วินได้รับเครื่องดื่มคนละแก้วก่อนที่บริกรจะเดินหายไป
ให้เวลาส่วนตัวกับคนมาใหม่สองคนในการพูดคุยกันระหว่างรออาหารจานแรกมาเสิร์ฟ
บรรยากาศในร้านตกแต่งด้วยไม้สวยงามทั้งเสาและพื้น
เมื่อรวมเข้ากับต้นไม้ในกระถางที่ห้อยอยู่ทั่วไปหมดแล้ว
มันทำให้ฟินตันเข้าใจได้เลยว่าทำไมร้านอาหารแห่งนี้ถูกเลือกเป็นสถานที่ที่กันเธอร์เลือกพาแอนนาและบอลด์วินมาในทุก
ๆ วันเกิดของพวกเขา
“เจ้าเลือกร้านได้ดีนะ”
เมื่อฟินตันจิบน้ำที่ชวนให้สดชื่นแล้วกล่าวชม
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของอัศวินหนุ่มทันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าว
เพราะเรื่องที่เขาชวนฟินตันออกมากินข้าวที่ร้านอาหารแบบนี้มันก็ไม่ใช่อะไรหรอกนอกจากจะมีเรื่องสำคัญมากอยากจะทำ
เขาทั้งซ้อมแล้วซ้อมอีกเพื่อให้วันนี้เป็นไปตามที่เขาหวัง
ซึ่งเฟลิกซ์และนอร่าก็ต่างสนับสนุนเขาเป็นอย่างดี
และเชื่อว่ามันจะสำเร็จอย่างแน่นอน
“ดีใจที่เจ้าชอบนะ”
บอลด์วินจิบน้ำบ้างแก้เขินก่อนจะเท้าคางนั่งมองคนรักของตนที่กำลังมองไปรอบ
ๆ ร้าน
มีคนจากภายนอกหน้าต่างบ้างที่มองเห็นฟินตันแล้วโค้งศีรษะให้หน่อย ๆ
เมื่อยามเดินผ่านไป ซึ่งคนเป็นกษัตริย์ก็มักจะพยักหน้าตอบอยู่เสมอ
ยิ่งเวลาผ่านไปบอลด์วินก็ยิ่งเริ่มกังวลขึ้นมาแล้วว่าสิ่งที่เตรียมวันนี้มันจะสำเร็จหรือไม่
อาหารจานแรกถูกวางลงตรงหน้าของทั้งสองคน
ฟินตันเป็นคนแรกที่หยิบช้อนมาตักมันเข้าปากชิมรสชาติที่อร่อยตรงหน้า
ส่วนบอลด์วินกำของภายในมือเอาไว้ไปมาอย่างประหม่าโดยไม่กล้าจะขยับอะไรเท่าไหร่
ได้แต่มองคนน่ารักตรงหน้าที่ผ่อนคลายลงจากการทำหน้าที่ผู้ปกครองอาณาจักรจนเป็นตัวของตัวเองแบบที่เขาคุ้นเคย
“เจ้าไม่กินหรือ? อร่อยสมที่คุณกันเธอร์ชอบพาเจ้ากับคุณแอนนามาจริง
ๆ”
ฟินตันวางช้อนลงแล้วถามคนตรงหน้าที่นิ่งผิดสังเกต
ก่อนที่บอลด์วินจะวางของบางอย่างในมือลงบนโต๊ะ
มันเป็นกล่องสีขาวสวยขนาดพอดีมือกล่องนึง
มีริบบิ้นสีแดงผูกเอาไว้ด้วย
และกล่องใบนั้นก็ถูกเลื่อนมาที่ด้านหน้าของคนเป็นพระราชา
“ข้าให้...”
ฟินตันมองด้วยความสงสัย
เลยวางช้อนลงแล้วหยิบกล่องใบนั้นขึ้นมาดูด้วยความสนใจ
ที่แท้ที่บอลด์วินอยากชวนเขาออกมาข้างนอกก็เพราะอยากให้ของขวัญหรอกหรือนี่
น่ารักแปลก ๆ ดี นั่นคือสิ่งที่ฟินตันคิด
หารู้ไหมว่าพอได้ดึงริบบิ้นนั้นออกแล้วเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายใน
ภาพที่เห็นทำให้ทุกอย่างรอบตัวมันหยุดนิ่งไปหมด
ฟินตันไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าคนตรงข้ามลงไปนั่งคุกเข่าที่ข้างเก้าอี้ของเขาตอนไหน
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนใดที่บริกรนำช่อดอกไม้ขนาดกำลังพอดีมาวางตรงที่ว่างบนโต๊ะ
แล้วก็ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่
ที่บทเพลงที่เล่นภายในร้านแปรเปลี่ยนเป็นเพลงที่นุ่มละมุนเพียงนี้
“จ- เจ้า...”
“ฟินตัน แต่งงานกับข้านะ”
ทุกอย่างเหมือนกลายเป็นภาพช้าไปหมด
สติที่มีของเจ้าของพลังไฟไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ราวกับร่างกายปิดการรับรู้ไปหมดสิ้น
แต่คำพูดของบอลด์วินนั้นกลับดังสะท้อนก้องอยู่ภายในซ้ำไปซ้ำมา
หัวใจเริ่มเต้นหนักขึ้น แก้มรู้สึกร้อนผ่าว
นี่มันเขินยิ่งกว่าตอนที่บอลด์วินบอกชอบเขาที่คาสเซลเสียอีก
“ด- เดี๋ยวสิ เจ้า... ฮือ...”
น้ำตาหล่นออกมาจากดวงตาสีน้ำตาลทีละนิด มันไม่ใช่ความรู้สึกใด ๆ
เลยนอกจากความดีใจที่มันเอ่อล้นออกมา
“ให้ข้าได้อยู่เคียงข้างเจ้าไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของข้าดังที่ข้าเคยกล่าวเอาไว้ได้ไหม?
ข้าสัญญาจะทำมันให้เต็มที่”
บอลด์วินแม้จะเขินไม่ต่างกันเพราะเหล่าคนภายในร้านต่างพากันจับจ้องมายังเขาและคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
แค่ถ้าหากคนทั่วไปสองคนขอแต่งงานก็เป็นที่สนใจแล้ว
ในกรณีนี้เป็นถึงผู้ปกครองอาณาจักรกับหัวหน้าองครักษ์ที่ใคร ๆ
ก็ต่างรู้จักและรับรู้ความสัมพันธ์ด้วยอีก
ความสนใจก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นกว่าเก่า
“เจ้าไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย พูดขอข้าเปล่า ๆ ข้าก็ยอมแล้ว”
ฟินตันยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาลวก ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อย ๆ
อันที่จริงแค่พูดบอกเขาเปล่า ๆ มันก็พอแล้วแท้ ๆ
ไม่เห็นจะต้องพามากินข้าวเย็นเป็นกรณีพิเศษเช่นนี้เลย
ถึงมันจะโรแมนติกและเป็นทางการดีก็ตาม
“เช่นนั้นแปลว่าตกลงถูกหรือไม่?”
บอลด์วินยิ้มกว้างอย่างมีหวัง
และคำตอบที่ได้ยินในวินาทีต่อมาก็ทำให้เขาได้กลายเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดบนพื้นแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล
“ข้าตกลงตั้งแต่คืนวันนั้นที่เจ้าพาข้าออกจากพระราชวังไปดูดาวที่เนินเขานั่นแล้ว
ไอ้บ้า”
ฟินตันยกมือมาปิดหน้าเพราะความเขินอายที่มีมากจนทนเอาไว้ไม่ไหว
ความสัมพันธ์ที่พัฒนามากไปอีกขั้น
เป้าหมายในชีวิตที่เสร็จสมบูรณ์ลงไปเมื่อสามเดือนก่อน
และเส้นทางการทำงานเพื่อประชาชนมากมายก็ดูไปได้ดี เขาดีใจมากจริง ๆ
ที่ได้มีบอลด์วินอยู่ร่วมมันทุกอย่างนี้
ฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรเลยให้ปฏิเสธ
ฟินตันรักคนคนนี้มากนี่นา
“ยื่นมือมาหน่อยสิ”
คนบนเก้าอี้เปลี่ยนจากการกอดอกและทำหน้ามุ่ยมายื่นมือตามคำสั่ง
แหวนขนาดพอเหมาะพอเจาะถูกสวมเข้าไปที่นิ้วนางข้างซ้ายอย่างทะนุถนอม
เสียงปรบมือดังขึ้นภายในร้านอาหารทันทีจากทั้งแขกของร้านและเหล่าพนักงานของร้าน
ความปิติยินดีกระจายไปทั่วตลอดช่วงเวลาที่พวกเขาทั้งสองใช้ที่ร้านอาหารแห่งนี้
“เจ้าแอบไปซื้อแหวนมาตั้งแต่ตอนไหนกัน ทำไมข้าไม่เห็นจะรู้เลย?”
หลังจากรับประทานอาหารอยู่จนค่ำ
ก็ได้เวลาที่คนสองคนที่เพิ่งมีสถานะเป็นคู่หมั้นหมาด ๆ จะเดินทางกลับ
ซึ่งระหว่างทางเพื่อให้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป
ฟินตันเลยพูดถามคนที่จับมือเขาแกว่งไปมาอยู่ถึงเรื่องแหวน
“ข้าเตรียมมาได้ราวสองอาทิตย์แล้ว
เฟลิกซ์กับนอร่าเป็นคนช่วยข้าเตรียมการเลยนะ ฮ่า ๆ”
เมื่อได้ยินชื่อของคนสองคนที่รับรู้เรื่องนี้ด้วยฟินตันก็ยิ่งรู้สึกร้อนที่หน้าเข้าไปใหญ่
ทั้งที่นั่งทำงานอยู่ด้วยกันเกือบทุกวันแท้ ๆ
แต่เขากลับไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย
“เช่นนั้นข้าก็ควรจะไปขอบใจสองคนนั่นถูกหรือเปล่าเนี่ย?
แต่ไม่แพร่งพรายอะไรให้ข้าทราบเลย สองคนนั้นไว้ใจได้จริงด้วยสินะ”
ฟินตันยิ้มแล้วเตะก้อนกรวดบนพื้นไปข้างหน้า
พอเดินไปอีกสองสามก้าวก็เตะมันห่างออกไปอีก
“อื้อ แต่ก็ดีแล้ว
ไม่เช่นนั้นที่ข้าอุตส่าห์เตรียมการชวนเจ้ามาวันนี้มันก็ไม่ทำให้เจ้าเขินได้แบบนี้น่ะสิ”
หลังมือของฟินตันถูกประทับจูบลงเบา ๆ เมื่อบอลด์วินยกมันขึ้นมาสูง
ก่อนจะตามมาอีกครั้งที่บริเวณที่แหวนวงสวยสวมอยู่
มองกี่ทีก็ยังทำให้พระราชาหนุ่มเขินไม่หายจริง ๆ
“ข้าดีใจที่มีเจ้าอยู่ด้วยข้าง ๆ มาตลอดสิบปีที่ผ่านมานะ”
“ข้าก็เช่นกัน และมันจะเป็นแบบนั้นตลอดไปตราบชั่วชีวิตของข้า”
บอลด์วินหยุดเดินและรั้งฟินตันเอาไว้
ตอนนี้พวกเขาทั้งสองจวนใกล้จะถึงประตูหน้าของพระราชวังแล้ว
แต่บรรยากาศยามค่ำคืนของเหมืองหลวงแบบนี้
ก่อนจะกลับไปถึงพื้นที่ที่เป็นพระราชวังก็ขอเสียหน่อยก็แล้วกัน
“อ- บ- บอลด์วิน-”
ใบหน้าที่อยู่สูงกว่าเล็กน้อยโน้มตัวลงมาจูบอย่างกะทันหัน
แต่ก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนกับทุกที
แขนข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบเกลี่ยที่แก้มเบา ๆ จนทำให้จั๊กจี้หน่อย ๆ
ก่อนจะเลื่อนลงไปกอดหลวม ๆ พอให้รู้สึกใกล้ชิดกันยิ่งกว่าเก่า
“ข้าจะรักเจ้าไปชั่วชีวิตของข้าเลยนะฟินตัน”
ริมฝีปากถูกขยับออก
แต่ความรู้สึกผูกพันยังคงเชื่อมต่อกันอยู่โดยที่มองไม่เห็น
ทั้งสองผ่านช่วงเวลาที่มีความสุข ความโกลาหลอันเจ็บปวด
การเริ่มต้นใหม่ที่ยากและสับสน
สู่การเดินทางที่ไม่รู้แน่ชัดกับปลายทาง ได้พบผู้คนใหม่ ๆ
ที่พร้อมเดินไปข้าง ๆ ด้วยมากมาย
จนทุกอย่างสำเร็จเสร็จดังที่ได้หวังเอาไว้
แม้จะมีเรื่องราวที่ชวนให้เจ็บปวดตามเส้นทางทั้งหมดมามากมาย
แต่ก็เพราะได้คนที่หัวเราะและยิ้มอย่างอารมณ์ดีอยู่ข้าง ๆ
ตอนนี้อยู่เคียงข้างมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะอะไรก็ผ่านไปได้ทั้งสิ้นบนโลกที่ไม่แน่นอนนี้
ฟินตันดีใจและตัดสินใจถูกมากจริง ๆ
ที่เลือกทุกอย่างที่ผ่านมาในเส้นทางนี้
“ข้าก็จะรักเจ้าไปตลอดชีวิตของข้าเหมือนกัน บอลด์วิน”
ในหน้าร้อนที่ร้อนกว่าปีไหน ๆ
จะเป็นที่จดจำในความทรงจำของทั้งฟินตันเองกับบอลด์วินและคนรอบข้างไปอีกนาน
ว่าเป็นคืนที่ฟินตันยิ้มได้กว้างมากกว่าคืนไหน ๆ ที่ผ่านมา
ต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องราวบทต่อไปในชีวิตของฟินตันแล้วอย่างแท้จริง
ก้าวไปสู่อนาคตพร้อมกับคนรู้ใจที่พร้อมอยู่เคียงข้าง
กับสหายที่ยอมทำทุกอย่างหรือแม้กระทั่งเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือ
บนผืนแผ่นดินโคโลเนียในแบบที่มันควรจะเป็นแห่งนี้
และนั่นคือเรื่องราวของอัศวินลมและเจ้าชายแห่งไฟ
จบบริบูรณ์