the tale of the wind knight and the fire prince by: kritzy_8 co-planning by: naiya & monk

Chapter 29 - ได้โปรด...

“เฮือก!”
เมื่อสิ้นสุดคำพูดสุดท้ายของบอลด์วิน ฟินตันก็เด้งตัวสะดุ้งขึ้นมานั่งและหายใจหอบแรง แสงแดดจากภายนอกหน้าต่างที่ถูกสาดเข้ามาสู่ดวงตาของเขามันทำเอาภาพตรงหน้าสว่างจ้าจนขาวโพลนไปหมด แล้วพอดวงตาที่หยี ๆ อยู่เริ่มปรับสภาพแสงได้ก็พบว่าเขาไม่ได้อยู่ที่เนินเขาเตี้ย ๆ แห่งนั้น แต่เป็นห้องนอนที่คุ้นเคยภายในพระราชวังใจกลางกรุงมอนทารา
เมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น
“ทำไมข้ามาอยู่ตรงนี้กัน? ใช่สิ ข้าสลบไปเพราะใช้พลังมากเกินร่างกายจะรับไหวนี่นา แล้วบอลด์วิน... ฮึก... อึก- บ- บอลด์วิน...”
ในขณะที่นึกถึงว่าเหตุใดเขาถึงย้ายจากท้องพระโรงมาอยู่ตรงนี้ได้ แล้วพอความทรงจำเกี่ยวกับคนรักของตนโผล่ขึ้นมาในหัว น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าก็ไหลเอ่อออกมาตกลงสู่ผ้าห่มที่ร่นลงมากองที่หน้าตัก ไหล่ของผู้เป็นเจ้าชายสั่นไปมาตามการสะอื้น แม้ว่าจะตื่นมาจากความฝันแล้ว สุดท้ายก็ยังคงได้ร้องไห้อยู่ดี
แอ๊ด...
“อ๊ะ! ฟินตัน! เฟลิกซ์ เจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาด่วนเลย”
เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมด้วยเสียงพูดคุยที่คุ้นหูของสหายจากเมืองทางเหนือพร้อมด้วยสหายอีกคนที่มีใบหน้าตกกระ ซึ่งพอนอร่าเห็นว่าฟินตันฟื้นขึ้นมาแล้วก็รีบบอกให้เฟลิกซ์รีบไปตามหมอมาทันทีทันใด ส่วนตัวเธอก็จ้ำอ้าวเข้ามาย่อตัวลงนั่งที่ขอบเตียง
“ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่ เจ้าหลับไปถึงสามวันเต็ม ๆ เลยเจ้ารู้ตัวบ้างไหม?”
การสวมกอดด้วยความเป็นห่วงจากนอร่าตามมาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ และน้ำตาที่รื้นขึ้นมาที่ขอบตานองนาง เธอเองก็กลัวมากเหมือนกันว่าฟินตันจะใช้พลังมากเกินไปจนเกิดความเสียหายกับร่างกายขึ้นแล้วจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว แต่ดีที่สิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นมันคงจะเศร้ามาก ๆ เลย
“เช่นนี้ หมายความว่า...”
“ใช่แล้ว พวกเราชนะล่ะฟินตัน โคโลเนียเป็นอิสระอีกครั้งแล้ว เจ้าร้องไห้ทำไมกัน?”
แม้จะได้ยินเรื่องที่ชวนให้ยิ้มกว้างและอยากจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่แผนการทุกอย่างและความพยายามของทุกคนมันสัมฤทธิผลตามที่หวังเอาไว้ แต่เรื่องเรื่องหนึ่งก็ห้ามฟินตันเอาไว้จากการทำมัน
“แล้ว... ฮึก- บอลด์วินล่ะ?”
เจ้าของดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาผละออกจากการกอดแล้วถามสหายตรงหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะภาพสุดท้ายก่อนที่จะสลบไปนั้น ฟินตันไม่ค่อยอยากที่จะรู้คำตอบที่นอร่ากำลังจะพูดเท่าไหร่เลย แต่ก็เพื่อให้แน่ใจก็เลยถามออกไป
“บอลด์วินน่ะหรือ... เขายังไม่ฟื้นขึ้นมาเลย อาการหนักมากเลยล่ะ เขาพักอยู่ห้องที่ชั้นสองของปีกอาคารฝั่งทิศเหนือนู่น เอ๊ะ! ด- เดี๋ยวก่อนฟินตัน เจ้าจะลุกไปไหน ร่างกายของเจ้ายังไม่ฟื้นฟูดีนะ!”
ดวงตาสีน้ำตาลเบิกโพลงขึ้นทันทีที่ได้ยินคำตอบที่ไม่คาดคิดจากสหายคนสนิท สิ่งที่เจ้าชายหนุ่มกลัวที่สุดสิ่งนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้น แถมตอนนี้บอลด์วินก็ยังคงมีชีวิตอยู่ แค่ยังไม่หายดีและยังไม่ฟื้นขึ้นมาเท่านั้น
เจ้าชายหนุ่มใช้ทั้งมือและเท้าดันผ้าห่มผืนบางออกจากตัวอย่างรวดเร็วแล้วจะลงจากเตียง ฟินตันต้องการรีบไปหาอีกฝ่ายที่ยังนอนพักรักษาตัวอยู่ให้ได้ แต่ก็โดนนอร่าห้ามเอาไว้ก่อนเพราะตัวเขาเองก็เพิ่งที่จะฟื้นขึ้นมาหลังจากสลบไปสามวันเต็มหมาด ๆ การออกแรงในตอนนี้คงจะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเท่าไรนัก ยิ่งยังไม่ได้หมอหลวงมาตรวจดูอาการว่าเป็นอย่างไรบ้างแล้วอีก
“เจ้าอย่าห้ามข้าเลยนะ ฮึก... ให้ข้าไปหาบอลด์วินเถอะ”
ใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยน้ำตาเลอะเปรอะไปทั่วกล่าวขอร้องหญิงสาวตรงหน้า แม้ว่าตนเองถ้าหากพูดตามหลักแล้วก็คือผู้มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรแล้วในตอนนี้ การขออนุญาตใครไม่มีความจำเป็นทั้งนั้น
“ไม่ได้จริง ๆ ข้าไม่อยากให้เจ้าขยับตัวมากในตอนนี้ อย่างน้อยรอให้หมอหลวงมาตรวจอาการของเจ้าก่อนได้หรือเปล่า?”
นอร่าห้ามพร้อมกับพยายามดึงแขนของฟินตันเอาไว้ให้นั่งอยู่บนเตียงเฉย ๆ อีกทั้งยังได้ต่อรองด้วยเล็กน้อยเพื่ออย่างน้อยขอแค่ว่าร่างกายของผู้เป็นเจ้าชายได้รับการยืนยันจากผลตรวจว่าอาการฟื้นตัวดีแล้ว เพราะอย่างเธอน่ะหรือจะไปห้ามอะไรสหายของเธอคนนี้ได้ นั่นคนรักของฟินตันนี่นา เป็นเธอก็คงจะอยากที่จะรีบไปหาอีกฝ่ายทันทีที่ฟื้นนั่นแหละ
“เช่นนั้นก็ได้...”
 
เจ้าของกลุ่มผมสีน้ำตาลหยุดร้องไห้แล้วนั่งรอเฟลิกซ์กับหมอหลวงอย่างร้อนรนอยู่บนเตียงภายใต้การเฝ้ายามของนอร่า สายตาที่อยู่ไม่สุขกวาดมองไปทั่วจนมองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นการรื้อถอนหอคอยเวทมนตร์มากมายที่ถูกสร้างขึ้นรกนครหลวงเต็มไปหมด
“นอร่า ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อยได้หรือเปล่า?”
คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิดที่วุ่นวายของฟินตัน สงครามสิ้นสุดลงแล้ว คีย์รันและพวกโดนประชาชนทั้งหลายจัดการไปสิ้นซากเสียจนแทบจะหมดสิ้น แล้ว...
“หืม? อะไรหรือ? ถ้าจะขอไปหาบอลด์วินข้ายังยืนยันคำเดิ-”
“ไม่ใช่เรื่องนั้น ข้าหมายถึง... แล้วต่อจากนี้ไป พวกเราจะทำอะไรกันต่อหรือ?”
ฟินตันรีบพูดแทรกทันทีพอนอร่าคิดว่าเขาจะขอไปหาบอลด์วิน เพราะแม้จะอยากไปหาเต็มทีแล้ว แต่คำถามที่เขาสงสัยก็คือ แล้วเขาล่ะ จะต้องทำอะไรต่อไปต่อจากนี้?
“นั่นสินะ ข้าอาจจะกลับไปทำงานที่ร้านของคุณชาล็อตล่ะมั่ง ถ้านางยังไม่ไล่ข้าออกล่ะนะ ฮ่า ๆๆ”
มือของนอร่ายกขึ้นมาป้องปากยามหัวเราะ รอยยิ้มของเธอปรากฏขึ้นแข่งกับแสงสว่างที่หน้าต่างด้านข้างยามนึกถึงภาพว่าชาล็อตจะทำหน้าแบบไหนในตอนที่เห็นหน้าของเธออีกครั้งหลังจากอยู่ดี ๆ ก็หายไปจากร้านถึงครึ่งเดือน หวังว่าชาล็อตจะยังต้อนรับเธอเป็นอย่างดีในฐานะลูกจ้างนะ
“แล้ว... ข้าเล่า?”
ฟินตันพูดพร้อมชี้มาที่ตัวเอง เขาไม่ได้คิดเอาไว้มากเท่าใดนักว่าหากสงครามจบลงโดยเขาเป็นผู้ชนะแล้วจะทำอะไรต่อไป แต่ที่แน่นอนแล้วก็คงไม่พ้นว่า
“เจ้าก็จะเป็นพระราชาอย่างไรเล่าฟินตัน”
นอร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม สหายของเธอเป็นถึงเจ้าชายก็นับว่าเป็นโอกาสที่ยี่สิบชาติคงจะมีหนเดียวแล้ว แล้วต่อมาสหายคนเดิมนี้ก็ได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอีก ชีวิตมันจะโชคดีไปได้ถึงไหนกันที่ได้รู้จักฟินตัน?
“หมายถึงเรื่องอื่นต่างหาก เรื่องนี้ข้าเตรียมตัวไว้บ้างแล้วน่า ไม่ต้องบอกข้าก็รู้ดีหรอกนะ”
ฟินตันกอดอกแล้วทำหน้าบูดหน่อย ๆ พอได้ยินคำตอบจากนอร่า ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวไม่ได้เตรียมตัวมาเสียหน่อยตั้งแต่การวางแผนการยึดอาณาจักรคืนมานี้ แต่ที่เขาอยากจะถามสหายของเขาก็คือเรื่องอื่น ๆ ต่างหาก
“จริงหรือเปล่าเนี่ย หืม? ฮะ ๆ เจ้าอย่าทำหน้าแบบนั้นได้หรือเปล่า? ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กวนเจ้าแล้วก็ได้”
นอร่าตอบกลับด้วยเสียงที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเธอไม่ได้เชื่อคนตรงหน้ามากเท่าใดนัก แต่การกอดอกพร้อมมองเธอด้วยสีหน้าแบบนั้นมันก็ทำให้เธออยากจะหัวเราะออกมามากกว่าเกรงกลัว เพราะรู้จักฟินตันมานานแล้วหรอกนะเลยรู้ว่าที่ควรจะทำต่อไปก็คือเลิกกวนอีกฝ่าย แต่ก็ไม่แปลกใจเลยที่บอลด์วินจะหลงรักเจ้าชายที่เป็นกันเองพระองค์นี้ เพราะเมื่อครู่ฟินตันทำท่าทางน่ารักมากจริง ๆ ไม่เห็นเหมือนกับสามวันก่อนตอนต่อสู้กับคีย์รันเลย ตอนนั้นที่มีสีหน้าจริงจังน่ะ เท่สุด ๆ ไปเลย
“เจ้าก็แต่งงานกับบอลด์วินเสียเลยสิ แล้วโยนช่อดอกไม้มาให้ข้านะ อ- อ้าว ฟินตัน! เจ้าอย่าร้องไห้ ข้าขอโทษ กรี๊ดดดด”
 
นั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่หมอหลวงเข้ามาในห้องพร้อมกับเฟลิกซ์พอดี นอร่าเลยรีบขยับตัวออกจากการช่วยคนบนเตียงเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด นอร่าเธอก็หวังอยากจะให้สหายของเธอได้มีความสุขนี่นา แต่ลืมไปเลยว่าการพูดถึงบอลด์วินในตอนนี้คงจะไม่ใช่การดีเท่าใดนัก
หลังจากตรวจสอบเรียบร้อยโดยแพทย์หลวงที่เรียกมา เขาก็ได้แจ้งให้ทราบว่าร่างกายโดยรวมของฟินตันฟื้นฟูกลับมาปกติแล้ว แต่ยังคงงดการออกแรงมาก ๆ และการใช้พลังจิตออกไปก่อนอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
“เอ่อ... คุณหมอครับ?”
หลังจากเสร็จสิ้นและโค้งคำนับแล้วเรียบร้อย ก่อนที่ชายวัยเกือบจะกลางคนจะออกจากห้องไป ฟินตันก็เรียกอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน
“ขอรับท่านฟินตัน? ทรงไม่สบายตัวตรงจุดใดหรือไม่ขอรับ?”
“เปล่า... ผม- เอ๊ย ข้าแค่อยากจะถามเจ้าว่าเจ้าได้เป็นคนรักษาบอลด์วิน อัศวินของข้าด้วยหรือไม่?”
ในเมื่อหมอหลวงมีอยู่สองถึงสามคนหลัก ๆ มาตั้งแต่ครั้งสมัยฟินตันยังอยู่ที่มอนทาราแล้ว เขาเลยอยากลองถามดูว่าใช่หมอคนนี้หรือไม่ที่เป็นผู้รักษาบอลด์วิน เผื่อว่าจะได้ทราบอาการในปัจจุบันของอีกฝ่าย
“ใช่ขอรับ มีอะไรหรือไม่ขอรับ?”
ผู้เป็นแพทย์วางกล่องเครื่องมือตรวจลงกับโต๊ะข้างเตียงแล้วตอบฟินตันอย่างเป็นกันเอง เขาได้ยินมาบ้างว่าฟินตันเป็นคนที่มักจะใช้ภาษาสามัญอยู่เป็นนิสัยมาตั้งแต่สมัยยังเด็กแล้ว ครอบครัวของเขาทำงานเป็นหมอหลวงมาหลายรุ่น พ่อของเขาเป็นคนบอกเขาเอาไว้ในตอนที่เขาได้เข้ามาทำงานรับใช้ราชสำนักตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน และดูเหมือนสิ่งนั้นที่พ่อของเขาว่าเอาไว้จะเป็นความจริง นับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งเลยที่แผ่นดินกลับสู่เจ้าของที่แท้จริงแล้วเช่นนี้
“อาการของบอลด์วินเป็นอย่างไรบ้างหรือ?”
 
เสียงของฝีเท้าคนสามดังไปตามโถงทางเดินของพระราชวังใจกลางกรุงมอนทารา ฟินตันเลือกที่จะชำระร่างกายก่อนจะเลือกหยิบชุดธรรมดาในสวม แล้วขอให้เฟลิกซ์กับนอร่าเป็นผู้นำทางเขาไปยังทีที่บอลด์วินพักรักษาตัวอยู่
ในตอนนี้ที่ฟินตันฟื้นขึ้นมาแล้ว ยามที่เดินผ่านใครก็ตามภายในพระราชวังทุกคนก็ต่างโค้งคำนับหรือคุกเข่าให้เขากันมากกว่าตอนก่อนจะชนะสงครามมากขึ้นหลายเท่า แต่เรื่องพวกนี้เอาไว้ทีหลังค่อยมาจัดการก็ยังไม่สายนัก กฎเกณฑ์เรื่องการปฏิบัติตนต่อสมาชิกราชวงศ์เป็นสิ่งหนึ่งเลยที่ฟินตันอยากจะแก้ไขมากที่สุด แต่ในตอนนี้เขาขอไปหาคนที่เขาอยากเจอมากที่สุดในโลกก่อน
หลังจากเดินมาพักหนึ่ง ทั้งสามก็เดินมาถึงปีกอาคารที่ยื่นออกมายังสวนที่สวยงาม และแม้จะมีร่องรอยความเสียหายจากการปะทะกันเมื่อสามวันก่อนอยู่บ้างในบางจุด แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนภายในพระราชวังแล้ว ความงามของมันก็ยังคงมีอยู่มากมายอยู่ดี
“ห้องนี้แหละ”
ที่ทางเดินยาวคุ้นตามีห้องห้องหนึ่งที่มีคนนั่งเฝ้ายามอยู่หน้าห้อง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลที่มานั่งอยู่ตรงนี้
“คุณอัลเบิร์ต”
“โอ้ ท่านฟินตัน กระหม่อมดีใจเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์ฟื้นแล้วขอรับ ขอพระองค์ทรงอาการดียิ่ง ๆ ขึ้นไปในเร็ววันนะขอรับ แล้วก็สวัสดียามบ่ายขอรับ ท่านนอร่า ท่านเฟลิกซ์”
หลังฟินตันกล่าวทักคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าห้อง หัวหน้าฝ่ายทหารของเขาก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที สีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดีปรากฏขึ้นเต็มใบหน้าชายวันกลางคนเต็มไปหมดที่ได้เห็นเจ้าชายของพวกเขาเหล่าทหารแห่งทัพปลดปล่อยอาณาจักรสู่เสรีภาพอีกครั้ง
“ผมบอกคุณอัลเบิร์ตไปตั้งไม่รู้จำนวนครั้งแล้วนี่ครับว่าพูดกับผมด้วยคำธรรมดาปกติได้เลย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับคุณอัลเบิร์ตก็ได้ ผมไม่อยากจะบังคับมากเท่าไหร่”
พออัลเบิร์ตลุกขึ้นยืนก็โดนฟินตันท้วงทันที แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ได้ทำให้รอยยิ้มของทหารนายนี้หายไปเลย เขาดีใจมากจริง ๆ ที่นอกจากได้เห็นใบหน้าของฟินตันแล้ว ยังได้ยินคำพูดแนวนี้อีกครั้ง
“ท่านฟินตันเป็นถึงเจ้าชายที่ร่วมนำทัพปลดปล่อยอาณาจักร อีกทั้งอีกไม่นานก็จะเป็นกษัตริย์แห่งโคโลเนีย จะให้กระหม่อมทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าขอรับ”
“เห้อ... เอาเถอะ ข้ามาหาบอลด์วินน่ะ เขาเป็นอย่างไรบ้างหรือ หมอหลวงบอกข้าว่า...”
 
ได้ยินเช่นนั้นอัลเบิร์ตก็เปิดประตูห้องออกให้เจ้าชายหนุ่มและสหายของเขาอีกสองคนเดินเข้าไปด้านใน หน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้ให้ลมพัดเข้ามาทำให้ผ้าม่านปลิวพลิ้วตามกระแสของมันบางเป็นระยะ ราวกับมันกำลังแวะมาเยี่ยมเยียนคนที่มีพลังควบคุมมัน
คนผมสีดำบนเตียงกำลังนอนหลับโดยมีสีหน้าเรียบนิ่ง หมอหลวงได้บอกฟินตันว่าโดยรวมอาการของบอลด์วินยังคงทรง ๆ ตัว มีช่วงที่อาการวิกฤตในช่วงสองวันแรก ทั้งหมดนี้เกิดจากการเสียเลือดมากและการที่อวัยวะภายในได้รับความบอบช้ำจากด้ามของดาบที่แทงเขาไป อันเป็นสาเหตุให้เขายังคงไม่ฟื้นขึ้นมาในเร็ววันนี้ แต่ทั้งรู้แบบนั้นแล้วว่ามันต้องใช้เวลา ฟินตันเมื่อได้มาเจอหน้าคนรักของเขาแบบนี้ ก็อดที่จะรู้สึกร้อน ๆ ที่ตาไม่ได้อยู่ดี
“ฮึก- บอลด์วิน ข้าฟื้นแล้วนะ อึก- จ- เจ้าก็รีบฟื้นขึ้นมาได้แล้วรู้ไหม?”
เสียงร้องไห้กับคำพูดที่ตะกุกตะกักของผู้เป็นเจ้าชายทำเอาบรรยากาศที่ดูเป็นกันเองเมื่อครู่ให้เศร้าหมองลงเป็นอย่างมาก อีกสามคนในห้องที่ยืนอยู่ต่างไม่อาจกล้าเอ่ยอะไรออกมานอกจากยืนประสานมือไว้ข้างหน้าเงียบ ๆ แล้วดูฟินตันทรุดตัวลงข้างเตียงเมื่อร้องไห้ออกมามากจนยืนไม่ไหว
“ได้โปรด... อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียวนะ ฮือ... เจ้าเป็นคนสุดท้ายแล้วที่ข้าเหลืออยู่แล้ว”
ตลอดช่วงเวลาที่ยกลำบากเมื่อหกปีที่แล้ว บอลด์วินอยู่เคียงข้างและเป็นที่พึ่งให้กับเจ้าชายผู้แหลกสลายมาตลอด ครอบครัวทั้งหมดไม่มีอีกต่อไปแล้ว และหัวหน้าองครักษ์อย่างกันเธอร์ก็ได้ฝากฝังให้ชายที่ในตอนนี้หลับอยู่บนเตียงดูแลเขา คำว่าคนสุดท้ายที่เหลืออยู่มันไม่ได้เกินจริงเลยที่จะพูด
“เจ้ายังมีพวกข้านะฟินตัน”
นอร่าย่อตัวลงไปกอดสหายของเธอที่กำลังตัวสั่นอยู่ แล้วแบบนั้นมันก็ยิ่งทำให้ฟินตันร้องไห้ออกมาหนักกว่าเก่าจนเฟลิกซ์ต้องเข้ามาช่วยปลอบ
 
ความเศร้าไม่อาจมาหยุดยั้งหน้าที่ของอนาคตผู้ปกครองแห่งโคโลเนียได้ แม้ฟินตันอยากที่จะอยู่เฝ้าบอลด์วินมากแค่ไหนแต่งานบรมราชาภิเษก[1]ก็กำลังจะเกิดขึ้นแล้วในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจแล้วมีผู้ไม่ประสงค์ดีอาศัยโอกาสนี้ในการก่อความวุ่นวายแก่อาณาจักรที่กำลังกลับเข้าสู่ลู่ทางเดิม
ข่าวสารของการจะขึ้นครองราชย์ของฟินตันถูกป่าวประกาศไปทั่วเร็วเสียยิ่งกว่าการสื่อสารด้วยลูกแก้วเวทมนตร์ในยุคของคีย์รัน กษัตริย์และผู้แทนจากหลายรัฐต่างตอบรับและจะเข้าร่วมพิธีนี้ ณ โคโลเนียกันมากมาย เว้นแต่เพียงอาณาจักรอย่างแฟแลนเดรียที่อยู่ฝั่งเดียวกับคีย์รันอย่างออกหน้าออกตา ทั้งยังรับผู้อพยพที่เป็นเหล่าผู้ทรงอำนาจในการปกครองของคีย์รันทั้งหมดไว้อีก ทางการโคโลเนียเลยไม่แม้แต่จะเชิญเสียด้วยซ้ำ มีเพียงแจ้งเท่านั้นว่าฟินตันจะเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของโคโลเนีย
ฟินตันเองก็ไม่ได้คลุกตัวอยู่แต่กับเตียงของบอลด์วิน แม้ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการเขาก็ต้องแสดงความเป็นผู้นำต่าง ๆ นานาเพื่อมอบความมั่นใจแก่ประชาชนและป่าวประกาศออกไปว่าเขาจะเป็นคนนำโคโลเนียกลับสู่ความรุ่งเรืองดังเดิม ผ่านการออกไปร่วมเยี่ยมเยือนและดูแลรักษาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรอบกรุงมอนทารา และความเป็นกันเองของฟินตันนี้นี่เองก็ได้เปล่งประกายเป็นภาพลักษณ์ประจำตัวแก่ประชาชนทุกคนที่ได้พบเห็น จนได้กลายไปเป็นสิ่งที่คนต่างพูดถึงกันไปทั่วถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือของผู้ปกครองอาณาจักร บ้างก็กล่าวชื่นชมกษัตริย์พระองค์ก่อนอย่างวูลแฟรมที่มีการเลี้ยงดูสั่งสอนฟินตันมาอย่างดีจนทำให้เขามีบุคลิกเช่นนี้
การเป็นจุดสนใจในทุกนครที่เดินทางไปเยือนสร้างความวิตกกังวลแก่ฟินตันเป็นอย่างมาก จากคนที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจในราชวงศ์นัก มาถึงวันนี้ได้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนหมู่มากนั้น มันขัดกับบุคลิกในช่วงหลัง ๆ มาของเขาที่มักจะชอบอะไรนิ่ง ๆ และเรียบง่ายพออยู่สมควร แต่ก็เพราะได้การสนับสนุนจากเฟลิกซ์และนอร่าตลอดทุกวัน จึงสามารถมีแรงออกไปยิ้มต่อหน้าประชาชนได้จะอยากกลับไปหาบอลด์วินที่พระราชวัง
ส่วนในยามที่ไม่มีภาระอะไรต้องออกไปด้านนอก ฟินตันก็มักจะหอบเอาเอกสารหลายอย่างที่ในตอนยังเด็กเขาไม่รู้เลยว่าพ่อของเขาต้องรับผิดชอบอะไรมากมายขนาดนี้มาทำที่ห้องพักของบอลด์วิน คงอาจจะเพราะในตอนนั้นมีบริจิดอยู่ด้วยในสำนักเลขาธิการพระราชวัง ทำให้ท่านพ่อของฟินตันไม่ต้องรับผิดชอบเอกสารมากมายขนาดนี้เพียงคนเดียวจนเริ่มที่จะรัดตัวแล้วเช่นกับเขา หรือว่าบางทีแล้วฟินตันก็ควรที่จะหาคนมาช่วยแล้วบ้าง?
แล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลที่ได้เข้ามาช่วยเหลือฟินตันในเรื่องเอกสารมากมายเหล่านี้นอกจากนอร่ากับเฟลิกซ์ และแม้แต่อัลเบิร์ตเองก็โดนดึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในฐานะผู้อาวุโสที่สุดที่พวกเขามีใกล้ตัวและไว้ใจได้ ทั้งสามคนรวมเข้าด้วยกันในฐานะองคมนตรี[2]แห่งโคโลเนีย คอยเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ฟินตันอยู่สม่ำเสมอ
 
“บอลด์วิน เมื่อไหร่เจ้าจะตื่นขึ้นมากวนข้าอีกกัน?”
วันเวลาเดินผ่านมาถึงวันที่เป็นพิธีบรมราชาภิเษก แม้แต่ในตอนที่พิธีจะเริ่มในอีกไม่ถึงสองชั่วโมงเช่นนี้ ฟินตันก็ยังเลือกที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการคลุกตัวอยู่ข้างเตียงของเจ้าของกลุ่มผมสีดำ ใบหน้าที่มีการจัดแต่งให้ดูดีรวมกับชุดที่แสดงความสง่าและอำนาจออกมาสมกับพระราชพิธีนอนเท้าคางลงไปที่พื้นที่ว่างข้างลำตัวของคนบนเตียง ปากก็พึมพำไปขณะที่ตาเฝ้ามองดูใบหน้าคมตรงหน้าเผื่อว่าวันนี้จะมีหวังว่าบอลด์วินจะฟื้นขึ้นมา นี่มันก็สิบวันมาแล้วที่ไม่ได้เห็นดวงตาสีฟ้าสวยคู่นั้น มันจะยังไม่ใกล้อีกหรืออย่างไร?
ก๊อก ๆ
“ท่านฟินตัน ได้เวลาไปที่พิธีแล้วขอรับ ทางด้านนี้ให้แพทย์หลวงเป็นผู้ดูแลเสียเถอะขอรับ”
เสียงเคาะประตูที่เปิดอ้าไว้ดังขึ้นโดยอัลเบิร์ตพร้อมกับคำบอกกล่าวให้เจ้าชายหนุ่มที่ในอีกไม่นานนี้จะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นกษัตริย์ให้เสด็จไปที่สถานที่จัดพิธีได้แล้ว ซึ่งแม้จะอยากอยู่ตรงนี้ต่ออีกเสียหน่อย แต่หากไม่รีบไปให้เสร็จพิธี ฟินตันก็ยิ่งจะได้กลับมาที่ข้างเตียงตรงนี้ช้า
“ก็ได้… ข้าไปเดี๋ยวนี้ แล้วเดี๋ยวข้าจะรีบกลับมาหาเจ้านะ”
 
“ได้โปรดกล่าวคำสาบานดังต่อไปนี้ที่กระหม่อมจะกล่าว พระองค์สาบานหรือไม่ที่จะปกครองอาณาจักรและผู้คนแห่งโคโลเนียตามที่ได้บัญญัติเอาไว้และปฏิบัติสืบทอดกันมาตามโบราณราชประเพณี?”
“ข้าสาบาน”
พิธีดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและเรียบง่ายตามที่ฟินตันขอเอาไว้ ยิ่งในตอนนี้ที่อาณาจักรจำเป็นต้องการงบประมาณในการฟื้นฟูส่วนที่พังทลายหลายจุดกับรักษาประชาชนที่บาดเจ็บจากสงครามอีก จะมาจัดงานฟุ้งเฟ้อไม่ได้
“พระองค์สาบานหรือไม่ที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมในทุกหนแห่งของการตัดสินพระทัยตลอดรัชสมัย?”
“ข้าสาบาน”
จิตใจของฟินตันไม่ได้จดจ่อนักกับพระราชพิธีที่มีแขกมาร่วมงานมากมายนี้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็เป็นเพียงแค่การบอกกล่าวผู้คนเฉย ๆ ว่าเขาจะขึ้นมาเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการแล้ว
“สุดท้ายนี้ พระองค์สาบานหรือไม่ที่จะใช้อำนาจของพระองค์ในการธำรงไว้ซึ่งกฎและบทบัญญัติจากพระเจ้า และจะนำพาโคโลเนียไปสู่อนาคตแห่งความรุ่งโรจน์?”
“ข้าสาบาน ด้วยทุกอย่างนี้ที่ข้าได้สาบานไป ข้าจะทำตามและพึงรักษาเอาไว้ยิ่งชีพ ขอพระเจ้าทรงคุ้มครอง”
ฝ่ามือยกขึ้นจากสมุดอันศักดิ์สิทธิ์ มงกุฎที่เคยเห็นแค่ตอนพิธีสำคัญ ๆ มาตั้งแต่ยังเล็กบนศีรษะของผู้เป็นพ่อ บัดนี้ได้ถูกวางลงบนศีรษะของฟินตันหลังจากกล่าวคำสาบานเสร็จสิ้นและโค้งตัวลงต่อหน้าบาทหลวงประจำพระวิหารหลวงแห่งมอนทารา น้ำหนักของมันมากกว่าที่ฟินตันคาดการณ์เอาไว้มาก มันคงจริงที่ว่าอำนาจมันมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง และเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่ต้องแบกมันเอาไว้จนกว่าจะถึงจุดสิ้นสุด
“บัดนี้ ข้าขอสถาปนา พระราชาฟินตันแห่งโคโลเนีย ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองพระราชา”
เสียงดนตรีดังขึ้นเป็นท่วงทำนองที่ถูกเล่นสืบต่อกันมาหลายร้อยปีในพระราชพิธีที่สำคัญต่าง ๆ ของราชวงศ์ ทุกครั้งที่ได้ยินฟินตันจะยืนอยู่ด้านข้างร่วมกับเหล่าแขกในพิธี แต่ในครั้งนี้ไม่ใช่ เพลงนี้ถูกเล่นเพื่อเขาโดยเฉพาะ และเป็นเขาที่ผู้คนต่างมีความหวังและคาดหวังตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา อาการขนลุกแปลก ๆ เกิดขึ้นแผ่ซ่านไปทั้งตัว บทเพลงที่ได้ยินจนชินชานี้นั้น พอได้มายืนอยู่ในจุดนี้แล้วมันต่างออกไปจากทุกครั้งที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง
และโคโลเนียจะกลับมารุ่งโรจน์ดังเดิมแล้วจะดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน
 
เสร็จสิ้นพระราชพิธีราชาภิเษกลงด้วยเสียงโห่ร้องของประชาชนที่ยินดีกับการมีกษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่ฟินตันก็ยังคงไม่สามารถกลับไปหาคนที่ใจของเขาเรียกร้องอยากจะเจอได้ แขกมากมายที่เป็นคนสำคัญในทวีปยูโรปาต่างมาร่วมพิธีนี้กันทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นหน้าที่ในฐานะประมุขของรัฐที่ต้องกล่าวต้อนรับและพูดคุยกับแขกเหล่านี้
“พระเจ้า ท่านฟินตัน!”
เสียงที่ไม่ได้ยินมานานดังขึ้นทางด้านข้างของกษัตริย์แห่งโคโลเนีย เมื่อหันไปก็พบกับหญิงสาวอายุแก่กว่าเล็กน้อยที่ยังคงมีใบหน้าไม่ต่างไปจากครั้งล่าสุดที่ได้พบกันเมื่อกว่าหกปีที่ผ่านมา
“ท่านเอเลน่า ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะขอรับ”
“อาจจะไม่เหมาะเท่าใดนักและช้าไปมาก แต่ข้าขอแสดงความเสียใจกับเรื่องเมื่อหกปีก่อนด้วยนะ ตอนนี้บริจิดจะต้องมองดูเจ้าอย่างภาคภูมิใจอยู่แน่นอน”
ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลที่ฟินตันไม่รู้ เจ้าหญิงเอเลน่าแห่งอาณาจักรรัสตัน สหายต่างราชวงศ์ที่บริจิดสนิทด้วยมากที่สุดนั่นเอง
“ขอบพระคุณมากขอรับ แล้วก็ยินดียิ่งที่ได้พบท่านอีก ตอนนี้ท่านพี่บริจิดก็คงน่าจะดีใจอยู่ที่ท่านได้มาเยือนแผ่นดินของพวกเราอีกครั้ง”
ฟินตันยิ้มให้คนคุ้นเคยตรงหน้า เพราะถึงจะบอกว่าเป็นคนสนิทกับบริจิด แต่ฟินตันก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอบ้างอยู่ในหลาย ๆ ครั้ง ก็เลยไม่ได้เกร็งเท่ากับยามสนทนาราชวงศ์อื่น ๆ
“อย่าสุภาพนักเลยท่านฟินตัน ท่านเป็นกษัตริย์แล้วนะ เป็นฝั่งข้าที่เป็นเพียงเจ้าหญิงต่างหากที่ต้องนอบน้อมแก่ท่าน”
 
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างยาวนานจนฟินตันเริ่มที่จะกระวนกระวายใจ แขกมากมายจากหลากหลายอาณาจักรต่างเข้ามาพูดคุยกับเขา ทั้งการแสดงความยินดี ทั้งติดต่อเจรจาเรื่องการค้า หรือแม้แต่เรื่องอย่างการขอกำลังสนับสนุนการปราบปรามการแพร่กระจายของป่าแบล็กวูด ชื่อป่าที่ฟินตันได้ยินมาตั้งแต่ยังเล็ก
จนถึงเวลาค่ำที่แขกเริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าห้องพัก ฟินตันอยู่ส่งแขกจนคนสุดท้ายเดินออกจากงานพิธีไป ในที่สุดพระราชาที่เหนื่อยล้าก็ได้เวลากลับบ้างแล้วเสียที
“ท่านฟินตันรบกวนคอยครู่เดียวนะขอรับ ประเดี๋ยวกระหม่อมจะตามรถม้ามาใ-”
“ไม่ต้องหรอก พระราชวังอยู่ใกล้แค่นี้เอง คุณอัลเบิร์ตเดินกลับไปพร้อมผมก็เพียงพอแล้วครับ มันก็ดึกมากแล้วด้วย ไม่จำเป็นต้องรบกวนทหารม้าก็ได้”
ฟินตันห้ามทหารยศพลเอกตรงหน้าเอาไว้ก่อนที่จะได้รถม้ามานำพาเขากลับไปสู่พระราชวัง เมื่อก่อนเขาก็เดินกลับโดยมีบอลด์วินมาส่งตลอด ครั้งนี้ที่แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าชายแล้ว แต่ระยะแค่เท่านี้เดินกลับก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร
“จะดีหรือขอรับ?”
อัลเบิร์ตทำหน้าเป็นห่วง แต่ฟินตันก็ยังคงยืนยันคำเดิม
“อื้อ เดินไปจะได้สูดอากาศไปด้วย”
 
คนที่เดินผ่านไปผ่านมายิ่งได้ยินบทสนทนาที่ฟินตันพูดกับคนรอบตัวแล้วก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจในอนาคตของอาณาจักรที่กำลังจะมาถึง ความเกรงกลัวที่คนมีต่อผู้ปกครองจะค่อย ๆ ลงลดและเข้าถึงง่ายมากขึ้น และพอเป็นเช่นนั้น ความต้องการที่พวกเขามีก็จะถูกส่งไปหาผู้ปกครองได้มากกว่าเก่า อันจะนำไปสู่การพัฒนาดังที่คนส่วนมากอยากให้เป็น
พอกลับมาถึงพระราชวังพร้อมกับอัลเบิร์ต ฟินตันก็บอกลาทหารของเขาแล้วขอตัวไปอาบน้ำให้สบายตัว ก่อนจะหอบเอาหมอนจากเตียงของเขาเดินไปตามทางเดินแล้วมาถึงห้องของบอลด์วิน ซึ่งมีเฟลิกซ์รับหน้าที่เฝ้ายามในคืนนี้กับนอร่า
“เจ้าดูสิว่าใครมา เป็นอย่างไรบ้างฟินตัน เอ่อ... ข้าพูดแบบนี้จะเหมาะหรือเปล่านี่ เจ้าเป็นพระราชาแล้วนี่”
นอร่าสะกิดคนผมสีทองข้างตัวให้มองดูคนมาใหม่ ก่อนจะรู้ตัวว่าหรือบางทีคำพูดระดับนี้อาจจะไม่เหมาะสมแล้วที่จะใช้กับคนที่สูงส่งตรงหน้า
“ถ้าเจ้าพูดสุภาพกับข้า ข้าจะส่งเจ้ากลับนอร์ดเสียเดี๋ยวนี้เลย”
ฟินตันเท้าสะเอวมองคนที่กำลังเริ่มหัวเราะสองคนตรงหน้าด้วยความเบื่อหน่าย แต่ก็เพราะมีสหายที่ดีแบบนี้ยังไง เขาถึงได้มาสู่จุดนี้ได้
“เห้อ... เอาเถอะ ราตรีสวัสดิ์นะพวกเจ้าทั้งสอง”
“ฮ่า ๆๆ ราตรีสวัสดิ์ขอรับ/เพคะท่านฟินตัน”
เสียงหัวเราะและคำพูดแสนสุภาพดังตามหลังฟินตันเข้ามาในห้อง เขาเลือกที่จะถอนหายใจและส่ายหัวให้ด้วยความเหนื่อยหน่ายเฉย ๆ ก่อนจะปิดประตูแล้วเดินไปที่ข้างเตียงคนรักของตนพร้อมกับหาว
หมอนใบใหญ่ถูกวางลงที่ที่ว่างข้างอัศวินหนุ่ม ตามมาด้วยฟินตันที่นั่งลงบนเก้าอี้แล้วฟุบใบหน้าลงกับหมอนใบนั้น ตาสีน้ำตาลที่ในตอนนี้ดูเป็นสีเข้มเพราะเวลากลางคืนมองดูคนบนเตียงพร้อมกับขยับมือไปประสานกันไว้ แล้วราตรีก็ปกคลุมห้องไปทั่ว นำพาให้ฟินตันหลับไปด้วยความเหนื่อยจากพิธีในวันนี้
 
“อือ... หืม...?”
ในกลางดึกคืนนั้น ฝ่ามือหนายกขึ้นมาลูบใบหน้าก่อนจะมีอาการเจ็บมาจากหน้าท้อง ผ้าพันแผลที่พันบริเวณนั้นไว้มีสีเข้มซึมออกมาเล็กน้อยจากการขยับตัวมากเกินไปหน่อยของคนที่ยังบาดเจ็บอยู่ ดวงตาสีฟ้าสวยเริ่มมองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย ก่อนจะมาเจอว่ามีคนฟุบตัวหลับอยู่ข้าง ๆ เขา ซึ่งมันก็ทำให้เขายิ้มออกมาได้ ยิ่งพอได้เห็นมือข้างนึงจับมือของเขาเอาไว้อีกต่างหาก มันทำให้เขาอดใจไม่ไหวที่จะลูบหัวคนข้าง ๆ เบา ๆ ด้วยความเอ็นดูและคิดถึง
แอ๊ด...
“อ๊ะ!”
ข้าวของในมือของนอร่าเกือบจะร่วงจากมือลงบนพื้นเมื่อเปิดประตูเข้ามาเห็นภาพตรงหน้า บอลด์วินฟื้นขึ้นมาแล้วหลังจากหลับไปกว่าสิบวัน น้ำตาของเธอเริ่มเอ่อออกมาทีละน้อย แต่ก็ได้คนบนเตียงยกนิ้วขึ้นมาจรดที่ริมฝีปากเอาไว้ก่อนให้อย่าเพิ่งเสียงดังไป เขายังไม่อยากให้ฟินตันที่กำลังหลับสนิทอยู่ต้องตื่นน่ะ
“อ... อื้อ”
หลังจากพยักหน้าให้อัศวินหนุ่ม นอร่าและเหล่าพยาบาลก็เข้าไปเปลี่ยนผ้าพันแผลให้กับอัศวินหนุ่มอย่างเบามือ แต่สุดท้ายก็ทำให้ฟินตันตื่นขึ้นมาอยู่ดี เธอเลยทำหน้าที่ไล่กษัตริย์แห่งโคโลเนียให้กลับไปที่ห้องของตนเองเสีย
 
“เป็นเช่นนั้นขอรับ...”
ที่ศาลาริมน้ำในเขตพระราชวัง วันนี้ฟินตันผู้เป็นกษัตริย์ได้วันเดียวก็มีคนมาขอเข้าเฝ้าในนามคณะทูตแห่งอาณาจักรบรูกไชน์ อาณาจักรผู้เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการค้าขายและวิทยาศาสตร์ของยูโรปา หลังจากปรึกษากันในเรื่องความร่วมมือทางการค้าและวิทยาการเสร็จเหล่าคณะทูตก็ต่างได้ผลลัพธ์เป็นที่พอใจ และกำลังจะเดินทางกลับในอีกไม่ช้าเพื่อรายงานเรื่องให้แก่กษัตริย์ของพวกเขาทราบ โดยบรูกไชน์เป็นหนึ่งในอาณาจักรที่ส่งตัวแทนทูตมาเข้าร่วมพิธีราชาภิเษกของฟินตันเมื่อวานนี้จากการที่พอสมดุลทางอำนาจในยูโรปาเปลี่ยนไป เหล่าพันธมิตรฝ่ายวิทยาศาสตร์ก็ต่างรีบประชุมกัน ณ อิลลูม่าทันที ทำให้กษัตริย์แห่งบรูกไชน์ไม่อาจมาพูดคุยกับฟินตันได้ด้วยตัวพระองค์เองในวันนี้
“ข้าขอฝากความเคารพแก่ท่านวิลเลียมด้วยนะ แล้วก็วันหนึ่งข้าเองจะไปเยือนอาณาจักรของพวกพระองค์ด้วย”
ฟินตันวางแก้วชาในมือลงกับโต๊ะแล้วฝากข้อความไปถึงกษัตริย์วิลเลียมแห่งบรูกไชน์ ผู้ที่เขาเคยพบหน้าอยู่ไม่กี่ครั้งตอนยังเล็กที่พ่อของเขาพาไปเยือนบรูกไชน์ด้วย ภาพจำในหัวของฟินตันเกี่ยวกับวิลเลียมก็คือคุณลุงใจดีคนนึง และเขาก็อยากที่จะไปเยือนอาณาจักรแห่งวิชาการนี้มากด้วย
“รับทราบขอรับ”
“ขอประทานอภัยเป็นอย่างสูงขอรับท่านฟินตัน”
ในตอนนั้นนั่นเองที่อัลเบิร์ตได้เดินมาโค้งคำนับให้ฟินตันพร้อมเรื่องอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวเองก็เก็บเป็นความลับมากว่าครึ่งวันหลังจากทราบเรื่องจากเฟลิกซ์และนอร่า
“อะไรหรือครับคุณอัลเบิร์ต?”
เหล่าคณะทูตจากบรูกไชน์ค้างไปในทันทีเมื่อได้ยินระดับภาษาที่ฟินตันเลือกใช้กับคนที่ดูจากเครื่องแบบแล้วก็รู้ว่าเป็นทหารนายนี้
“เอ่อ... คือ... ท่านบอลด์วินฟื้นแล้วขอรับ
แก้วชาที่กำลังจะหยิบขึ้นมาดื่มในมือร่วงหล่นลงพื้นจนแตะกระจาย ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้น โดยไม่ได้คิดอะไร ร่างกายก็ขยับไปเองโดยไม่ใช่สมองที่เป็นผู้สั่งการ พอบอกลาคณะทูตอย่างเร่งรีบ ฟินตันก็รีบวิ่งไปที่พระราชวังชั้นในโดยเร็วที่สุด เขารีบจนถึงขั้นว่าเผลอลื่นล้มตรงสนามหญ้าที่มีการรดน้ำไปเมื่อไม่นานมานี้จนเปื้อนไปบ้างและได้แผลถลอกที่แขนเล็กน้อย แต่แค่ปัดฝุ่นออกแบบลวก ๆ มันก็เพียงพอแล้ว เพราะเป้าหมายของเขาคือห้องที่เปิดหน้าต่างอยู่ตรงหน้าตรงนั้น
ร่างกายแม้จะเหนื่อยหอบเพราะวิ่งมาไกลและขึ้นบันไดมาอีกสองชั้น จนในที่สุดคนที่มีผมสีน้ำตาลและเปื้อนไปด้วยดินจำนวนหนึ่งก็มาหยุดที่หน้าประตูห้องพักที่คนรักของเขารักษาตัวอยู่ ไม่มีความเป็นพระราชาแห่งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ใด ๆ หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“บอลด์วิน!”
น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของฟินตันและหยดลงสู่พื้นในทุกก้าวที่เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงตรงหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ รอบ ๆ นั้นมีเฟลิกซ์ นอร่า และหมอหลวงกับแม่บ้านของพระราชวังอยู่ด้วย จากการตรวจดูอาการเมื่อครู่นี้ที่สรุปได้แล้วว่าบอลด์วินดีขึ้นพอสมควรแล้วเลยตื่นขึ้นมาเองเมื่อคืนที่ผ่านมา
“ฮืออออ…”
ในที่สุดฟินตันก็ทนไม่ไหวแล้ววิ่งเข้าไปกระโดดกอดคนบนเตียงไว้แน่น ท่ามกลางความตกใจของคนรอบ ๆ ที่ยังไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำว่าผู้เป็นกษัตริย์เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้ ส่วนอัลเบิร์ตที่พึ่งตามมาถึงเองก็ยังยืนหอบอยู่ที่หน้ากรอบประตูอยู่เลย
“ฟ- ฟินตัน ข้าเจ็บ อย่าทับตัวข้า”
บอลด์วินกอดตอบแล้วขยับตัวฟินตันให้ออกไปจากการกดทับแผลที่หน้าท้องของเขา สายตาของคนทุกคนจับจ้องมาที่พวกเขาทั้งสองคนกันหมด เว้นแต่เฟลิกซ์กับนอร่าที่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาอยู่แล้ว
“ขอโทษ ข้าขอโทษ ข้า... ข้ากลัวเหลือเกิน ข้ากลัวว่าจะเสียเจ้าไปเสียแล้ว”
ฝ่ามือหนายกขึ้นมาลูบศีรษะคนตรงหน้าเพื่อปลอบประโลม บอลด์วินเข้าใจดีเลยว่าเหตุใดฟินตันถึงร้องไห้และพูดแบบนี้ออกมา ก็เขาคืคนสุดท้ายที่ฟินตันรู้จักมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์กบฏนี่นา
“ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไร ว่าข้าไม่ได้จะจากเจ้าไปไหน เจ้าหยุดร้องไ- !!”
“อ๊ะ.... ม- แหม”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความนิ่งและเงียบ เพราะฟินตันโน้มตัวเข้าไปจูบกับบอลด์วินโดยไม่มีใครคาดคิด ฝ่ามือทั้งสองข้างของบอลด์วินหล่นลงวางที่ข้างลำตัวในขณะที่มือของฟินตันข้างนึงยกขึ้นมาประคองใบหน้าที่คิดถึงตรงหน้าเอาไว้ในขณะที่มอบจูบให้หายคิดถึงไปนานกว่าสิบวินาที
“ข้ารักเจ้ามากนะบอลด์วิน”
“เอ่อ... ท่านฟินตันขอรับ”
กว่าฟินตันจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปต่อหน้าคนมากมายมันก็ไม่ทันเสียแล้ว ใบหน้าของคนผมสีน้ำตาลเห่อร้อนและมีริ้วสีแดงปรากฏขึ้นมาชัดเจน แล้วพอไม่มีที่ให้หนีเขาก็นึกได้ว่าเขาเป็นพระราชานี่นา
“พ- พวกเจ้าออกไปก่อนได้หรือเปล่า... ข้าขอสั่งในฐานะที่เป็นกษัตริย์แห่งโคโลเนีย”
น้ำเสียงที่ควรจะดูเกรงขามและเต็มไปด้วยความน่ากลัวกลับเป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเขินอาย แต่กระนั้นทุกคนในห้องก็ยอมออกไปแต่โดยดีพร้อมด้วยรอยยิ้ม ฟินตันตอนเขินเป็นอะไรที่คงไม่ได้เห็นอีกแล้ว และมันเป็นภาพที่น่ารักมากจริง ๆ
“ไม่มีใครกวนเจ้ากับข้าแล้ว ข้าจะได้กอดเจ้าจนพอใจเสียที”
“เห้อ... เจ้านี่นะ”
บอลด์วินหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูขณะที่ฟินตันซุกใบหน้าลงกับไหล่ของเขา เสียงหัวใจที่กำลังเต้นอยู่เป็นการยืนยันให้พระราชาหนุ่มรู้ว่าคนตรงหน้าที่กำลังกอดตอบเขาอยู่นี้คือคนรักของเขาจริง ๆ ไม่ผิดแน่
“ข้าก็รักเจ้ามากเหมือนกันนะ”
 
[1] งานบรมราชาภิเษก – งานพิธีสถาปนาประมุขของรัฐขึ้นครองราชย์บัลลังก์อย่างเป็นทางการ
[2] องคมนตรี - ผู้ที่เป็นคนให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์หรือราชินี