Trigger warning: This chapter
contains the mention of blood, dehumanization, and sexual
harassment.
“อย่าเพิ่งถามอะไรมาก อยู่นิ่ง ๆ เข้าไว้ อ่อ...
บอลด์วินกับเฟลิกซ์สู้กับทหารอยู่ที่โถงทางเดิน
ข้าล่วงหน้ามาช่วยเจ้าก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงสองคนนั้นเล่า
พวกเขารับมือไหว”
คนเป็นเจ้าชายได้ยินแล้วก็พยายามทำตัวให้นิ่งเงียบที่สุดเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ระหว่างที่สหายของเขากำลังเอามีดสั้นเล่มเก่งตัดเชือกที่มัดมือกับเท้าของเขาออกอย่างเบามือ
ทั้งเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บและเป็นที่สังเกตได้ของคีย์รันและแขกจำนวนมากตรงหน้า
“คืนนี้ ข้าจะสังเวยไอ้สมาชิกคนสุดท้ายของราชวงศ์ที่สิ้นชื่อนี้เสีย
แล้วเปิดห้องลับนั่นเพื่อนำสิ่งของภายในออกมาแจกจ่ายแก่พวกเจ้าทุกคน”
แม้จะไม่ได้เข้าใจถึงสิ่งที่คีย์รันกำลังพล่ามว่าคืออะไรและคือห้องลับไหน
นอร่าก็ย้ายตัวเองจากที่มือของฟินตันที่ถูกไขว้หลังไว้มาที่เท้าแทน
แล้วค่อย ๆ เฉือนเชือกออกทีละน้อย
“ถ้าหากว่าพวกเจ้าอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้ร่วมปกครองไม่ใช่แค่ยูโรปา
แต่โลกทั้งใบไปพร้อมกับข้า
พร้อมมองเห็นภาพทุกอาณาจักรที่จะย่อมสยบแทบเท้าของพวกเรา
ทุกเชื้อชาติที่ไม่ใช่ผู้ที่สวรรค์ประทานโอกาสมาให้อย่างเช่นพวกเราจะตกเป็นทาสชั้นต่ำ
พวกเราจะยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าใครก็ตามในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ”
“พูดพล่ามบ้าอะไรก็ไม่รู้... ฟินตัน
เจ้าใช้พลังไฟของเจ้าไหวหรือเปล่า? กะพริบตาหนึ่งทีหากไหว
สองทีถ้าไม่ไหว”
นอร่ากลอกตาขึ้นไปข้างบนยามที่ได้ยินเรื่องไร้สาระที่เต็มไปด้วยการพูดดูถูกคนชนชาติอื่น
ๆ จากปากของคีย์รัน คนที่ถูกสวรรค์ประทานโอกาสเหรอ? น่าขำจะตาย
ชนชาติอื่น ๆ ก็ถูกสร้างโดยพระเจ้าทั้งสิ้น
ฉะนั้นไม่มีใครที่อยู่เหนือกว่าใครเลย
มีแค่แนวคิดที่ไม่น่าจะออกมาจากความคิดของผู้ที่เที่ยวบอกว่าคนอื่นว่าตนเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่พยายามจะกดคนที่ต่างจากตนและพวกให้ต่ำกว่า
ฟินตันกะพริบตาหนึ่งครั้งให้นอร่า
แม้จะยังมีฤทธิ์ของคริสตัลสีม่วงอยู่
แต่หากฝืนนิดหน่อยก็คงจะไม่เป็นอะไรนัก
แถมในตอนที่ทุกอย่างมันมาถึงขีดสุดเช่นนี้
ยอมเจ็บตัวเสียหน่อยให้สมกับคำว่าสงครามคงเป็นสิ่งที่มิอาจหลบเลี่ยงได้
“ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงเผาพระราชวังนี้ให้เป็นจุณเลย ทำได้หรือไม่?”
ฟินตันกะพริบตาหนึ่งครั้งเป็นอันเข้าใจร่วมกันกับนอร่า
เหลือเพียงหาโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้นในการเริ่มสะเก็ดเพลิงสะเก็ดแรก
“บัดนี้ข้าขอนำพวกเจ้าทั้งหลายในการสวดตามหลักพระคัมภีร์แห่งโลกใหม่
ก่อนที่เราจะทำการเริ่มพิธี ได้โปรดกล่าวตามข้า...”
“ฟินตัน ตอนนี้เลย”
นอร่าให้สัญญาณกับผู้เป็นเจ้าชายแล้วถอยหลังไปอยู่ที่มุมห้อง
เจ้าชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ
เป็นการตอบรับให้แล้วเริ่มเพ่งสมาธิไปที่พื้นของห้องทั้งห้อง
มันใหญ่มากก็จริง แต่ด้วยความสามารถในพลังของเขาแล้ว
แม้จะถูกกดเอาไว้ให้ไม่อาจใช้งานได้อย่างเต็มที่
มันไม่ใช่การยากเลยที่จะจุดไฟเผาพื้นห้องทั้งห้องด้วยการออกแรงเพียงครั้งเดียว
สาม... สอง... หนึ่ง...
พรึ่บ!
“อ๊ากกกกก!”
“ไฟไหม้! ไฟมาจากที่ไหนกัน?”
“ทุบหน้าต่างออกไป! หนีเร็วเข้า!”
“มีผู้โจมตี!”
ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันทีที่ฟินตันรวบรวมสมาธิและสร้างเปลวเพลิงร้อนลุกโชนไปทั่วพื้นห้อง
เหล่าจอมเวทมากมายที่ต่างสวมชุดคลุมยาวกันราวกับเป็นเครื่องแบบประจำตัวตนของพวกเขาพากันโดนไฟคลอกกันไปหมด
หลายคนที่เชี่ยวชาญเวทน้ำก็พยายามที่จะดับไฟ
แต่เมื่อมีการรวมตัวกันของเหล่าจอมเวทจำนวนมากและหอคอยเวทมนตร์รอบนครหลวงถูกทำลายไปอย่างหนัก
การส่งมอบมานาให้แก่จอมเวททั้งหลายจึงไม่เพียงพอ
การสูญเสียเริ่มเกิดขึ้นเรื่อย ๆ
จากไฟร้อนระอุที่เริ่มลามไปตามวัสดุติดไฟง่ายภายในห้อง
“เห้ย เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น หรือว่าเจ้า! หืม??!”
และกว่าจะรู้ตัวท่ามกลางความวุ่นวาย
ในตอนที่คีย์รันหันหน้าขวับไปมองที่เตียงด้านหลังเขาที่ควรจะมีฟินตันนอนอยู่นั้น
มันก็ได้กลายเป็นเตียงว่างเปล่าไปแล้วเสียอย่างนั้น
“ไอ้เหี้ยเอ๊ย มันหายไปไหน หายไปไหน?!”
“ฟินตัน วิ่งเร็วเข้า! นั่นอย่างไร บอลด์วินกับเฟลิกซ์”
นอร่าดันหลังของฟินตันให้วิ่งไปตามทางเดินอย่างร้อนรน
แต่ก็ไม่อาจให้ผู้เป็นเจ้าชายวิ่งไปได้เร็วมากเท่าใดนักเพราะร่างกายที่ไม่ปกติเท่าไหร่
ในส่วนของสหายของพวกเขาอีกสองคน
สองคนนั้นเพิ่งจัดการทหารจนสุดท้ายให้ลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้นได้
เลือดที่เปื้อนไปที่แก้มของคนผมสีดำถูกปาดออกอย่างลวก ๆ
เมื่อเห็นว่านอร่ากลับมาพร้อมกับใคร
“ฟินตัน พระเจ้า เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นคนรักของตนในรอบวัน
บอลด์วินก็รีบวิ่งเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายทันทีด้วยความโหยหา
ดวงตาสีฟ้าสวยเริ่มกวาดมองดูร่างกายของคนตัวเตี้ยกว่าตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง
แต่ก็โดนขัดโดยเฟลิกซ์เอาไว้ก่อน
“พวกเจ้าเอาไว้รักกันทีหลังได้หรือเปล่า? ไม่ใช่ว่าข้าอิจฉาหรอกนะ
แต่พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่ไปเดี๋ยวนี้เลย”
“ช- ใช่ เจ้าค่อยกอดข้าทีหลังก็ได้บอลด์วิน”
ฟินตันใช้ฝ่ามือดันตัวเจ้าของผมสีดำด้านหน้าออกห่างแล้วแสดงความเห็นด้วยกับคำพูดของเฟลิกซ์
บอลด์วินเองที่แม้จะเสียดาย แต่มันก็คือความจริงที่ควรจะทำในตอนนี้
พวกเขาอยู่ในใจกลางดินแดดของศัตรู
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคีย์รันจะตามมาตอนไหน
ฉะนั้นในโอกาสน็ควรจะรีบหนีออกไปให้เร็วที่สุด
“นี่ดาบของเจ้า ข้าเอาไปใช้มันเลยเปื้อนเลือดไปเสียหน่อย
หวังว่าเจ้าจะไม่ว่าข้านะ”
บอลด์วินปลดเข็มขัดดาบของตนแล้วส่งดาบเล่มงามคืนให้แก่เจ้าของของมัน
ฟินตันรับมาก่อนจะกลัดมันเข้ากับเอวของตัวเองและชักมันออกมาถือเอาไว้เตรียมรับมือการต่อสู้
เลือดที่เปื้อนนี้ไม่ได้ทำให้เขาโกรธอะไรเลย
เพราะมันคือเลือดของศัตรูทั้งสิ้น
“ข้าจะไปว่าคนรักของข้าได้อย่างไรเล่า”
เช่นนั้นแล้วคณะเดินทางที่มีสมาชิกกลับมาครบสี่คนเช่นเดิมก็เริ่มออกวิ่งไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยกองศพทหาร
ฟินตันไม่ลืมที่ระหว่างทางจะทำการใช้ Pyrokinesis
จุกไฟเผาทุกอย่างที่ติดไฟได้ไปด้วย
ราวกับว่าตนเองคือคบเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างข้างหลังให้สิ้นซากไป
ส่วนบอลด์วินและเฟลิกซ์รับหน้าที่ต่อสู้กับศัตรูที่พากันแห่มาปิดทางของพวกเขาข้างหน้าอยู่เป็นระยะ
ๆ
และยังมีนอร่าช่วยสนับสนุนการต่อสู้ด้วยการใช้พลังของเธอเป็นตัวหลอก
ทำให้ศัตรูสับสนและเข้าใจในตำแหน่งที่แท้จริงของพวกเขาทั้งสี่ผิดเพี้ยนไป
แม้ตัวเธอเองจะเริ่มเหนื่อยแล้วเพราะใช้หลังต่อเนื่องมาตั้งแต่ลอบเข้ามาในมอนทารา
แต่อีกแค่อึดใจเดียวเท่านั้น
พวกเขาทั้งหมดก็จะออกไปสู่ท้องพระโรงหลักที่เชื่อมต่อกับประตูหน้าของพระราชวังได้สำเร็จแล้ว
“ทางนี้ อีกแค่นิดเดียวเท่านั้นแล้ว”
บอลด์วินนำทางทุกคนมาจนถึงท้องพระโรงหลักอีกรอบหนึ่ง
พวกเราต่างแสดงสีหน้าที่ดีใจออกมาอย่างชัดเจนเมื่อประตูหน้าของพระราชวังอยู่ห่างออกไปอีกไม่กี่ก้าวแล้ว
เศษซากของประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเขาทำลายลงยังคงกระจัดกระจายอยู่บนพื้นทั่วบริเวณ
แต่ในตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวยนั่นเอง
ผลั่ก! ตุ้บ!
“อั่ก!”
“เฟลิกซ์!”
บอลด์วินร้องออกมาเสียงดังเมื่อจู่ ๆ
สหายของเขาก็ถูกใครบางจนเตะด้วยกำลังแรงจนตัวลอยกระเด็นไปในอากาศ
และไปตกอยู่ทางด้านข้างของท้องพระโรง
แจกันขนาดใหญ่ที่ตั้งตกแต่งอยู่บริเวณนั้นแตกกระจายไปทั่วเพราะตัวของคนใบหน้าตกกระกระแทกเข้าไปชนอย่างแรง
ก่อนที่ผู้โจมตีจะเผยตัวจนออกมาจากด้านหลังของเสาสูง
“ดันสตัน...”
“เจ้าคิดหรือว่าจะสามารถเข้ามาชิงเครื่องสังเวยในพิธีแล้วหนีออกไปอย่างง่าย
ๆ ได้ หืม?”
พวกเขาทั้งสามคนที่เหลือค่อย ๆ
ถอยหลังทีละก้าวเมื่อคนตัวสูงด้านหน้ากำลังเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย
ๆ แต่ในตอนนั้นนั่นเองที่ถอยหลังไปเรื่อย ๆ
คนที่อยู่ด้านหลังสุดอย่างนอร่าก็ไปชนเข้ากับคนอีกคนที่ตามมาตอนไหนก็ไม่รู้เช่นกัน
คีย์รัน
“พระเจ้า... อั่ก!”
หัวเข่าของคีย์รันกระแทกเข้าใส่ที่ท้องของหญิงสาวอย่างแรงจนเธอร้องออกมาและทรุดตัวลงกับพื้น
แม้แต่กับผู้หญิง คนไร้มนุษยธรรมอย่างคีย์รันก็ไม่ละเว้นเลย
และสายตาของเขากำลังเริ่มชายตาไปมองคนในชุดพิธีสีขาวล้วนตรงหน้า
“อีนังนี่ข้าจะให้คนของข้ารุมโทรมนางเสีย ส่วนเจ้า
ข้ายังไม่จบเรื่องด้วย”
“แอ่ก!”
“นอร่า! โธ่เว้ยไอ้ชาติชั่วนี่!”
ฟินตันด่าตวาดไปตอนที่ร่างของนอร่าที่ทรุดตัวอยู่บนพื้นจากความเจ็บปวดถูกคีย์รันเตะออกไปให้พ้นทาง
ตอนนี้เหลือเพียงฟินตันและบอลด์วินแล้วแค่สองคน
ดาบของแต่ละคนถูกยกขึ้นมาเตรียมตั้งรับไว้ตรงเบื้องหน้า
แผ่นหลังเองก็ถูกถอยมาชนกันโดยไร้ช่องว่างใด ๆ
เพื่อการป้องกันจากทั้งสองด้าน ตามที่ได้เคยฝึกซ้อมเอาไว้ ณ
ตอนที่ยังอยู่ที่นอร์ด
“เจ้าไหวนะฟินตัน?”
แม้จะยังกังวลอยู่ถึงสภาพร่างกายของคนด้วยหลัง
แต่ไม่ว่าคำตอบจากฟินตันจะคืออะไร
ต่อไปนี้คือแบบทดสอบขั้นสุดท้ายในการเดินทางอันยาวนานและเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายนี้แล้ว
จากนครทางเหนือสู่เมืองหลวง ณ ที่ราบระหว่างหุบเขา
ผลลัพธ์ไม่ว่าจะไปสิ้นสุดว่าใครเป็นผู้ชนะสงคราม
ชื่อของพวกเขาก็จะถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
ไม่ในฐานะวีรบุรุษผู้กอบกู้อาณาจักร
ก็ในนามของผู้นำเหล่ากบฏที่สร้างความปั่นป่วนกระจายไปทั่ว
ขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้เขียนประวัติศาสตร์
“มาทำให้มันจบกันเถอะ บอลด์วิน”
ดาบในมือของฟินตันถูกกระชับจับให้แน่นขึ้น
เปลวไฟลุกติดขึ้นมาด้วยพลังจิตของเขา แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบเต็มที่
แต่ในตอนนี้ที่อาจเป็นตอนจบของเรื่องราวทั้งหมดแล้วนั้น
หากไม่สู้จนถึงเส้นชัยแห่งชัยชนะของสงคราม ทุกคน ณ
ที่แห่งนี้ก็จงตายไปให้หมดนี่ไปด้วยเพลิงที่จะมอดไหม้ทุกอย่างไปเสีย
“หึ
เช่นนั้นข้าก็ขอดูเสียหน่อยก็แล้วกันว่าเจ้าชายแห่งโคโลเนียจะมีน้ำยาแค่ไหนเชียว?”
คีย์รันวาดอะไรบางอย่างลงในกระดาษสีเก่า ๆ แผ่นหนึ่งที่ถือเอาไว้
ไม่นานหลังจากขีดเขียนอย่างไม่ได้ตั้งใจมาก
เคียวสีดำทะมึนที่มีด้ามจับยาวก็ปรากฏขึ้นในอากาศตรงหน้า
นี่สินะที่เขาเรียกว่า Imagine Drawing
เวทขั้นสูงที่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่วาดลงบนกระดาษให้กลายเป็นความจริงได้
เป็นครั้งแรกเลยที่ฟินตันได้เห็นมันต่อหน้า แถมยังใกล้ขนาดนี้อีก
“เข้ามาเลย”
เช้ง! เคร้ง! ฉับ! ชิ้ง!
เสียงปะทะกันของดาบและเคียวดังไปทั่วท้องพระโรงหลักของพระราชวัง
และแม้จะสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์
แต่ทักษะการใช้ดาบที่ถูกฝึกมาอย่างดีตั้งแต่ยังเยาว์วัยของฟินตันนั้นยังคงใช้ในการต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ส่วนบอลด์วินนั้นศัตรูเป็นดันสตันที่ใช้ดาบเช่นเดียวกัน
ฝีมือของพวกเขาทั้งสี่ต่างสูสีกัน
เพราะแม้ฟินตันจะเป็นถึงเจ้าชายและบอลด์วินเป็นบุตรชายของหัวหน้าอัศวินแห่งอาณาจักร
แต่คู่ต่อสู้ทั้งสองคนเป็นทหารของอาณาจักร
และไม่ใช่แค่ทหารธรรมดาด้วย
แต่เป็นถึงหัวหน้าผู้บัญชาการทัพของอาณาจักรเลย
การต่อสู้จึงไม่สามารถจบลงได้ง่าย ๆ
ดังที่ต่างฝ่ายต่างคิดเอาไว้ในตอนแรก
เสียงหอบเหนื่อยเริ่มดังขึ้นทาแทรกบ้างในตอนที่ดาบไม่ได้กระทบกันจนเกิดประกายสะเก็ดเพลิง
และแล้วจังหวะที่หาได้อย่างยากยิ่งก็มาถึง
ดาบที่ลุกโชดช่วงไปด้วยเปลวเพลิงของฟินตันสามารถสร้างรอยแผลที่ไหล่ของคีย์รันได้สำเร็จ
แต่ด้วยความดีใจที่ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น
วินาทีถัดมาแก้มของเขาก็ได้แผลตอบกลับมา
นอร่าที่กระเด็นไปใกล้ ๆ กับเฟลิกซ์ค่อย ๆ
ออกแรงคลานเข้าไปดูอาการสหายของเธอ
แต่สิ่งที่เห็นคือของเหลวสีแดงที่ไหลซึมออกมาจากศีรษะที่มีผมสีทองตรงหน้า
แม้มันจะไม่ได้มีปริมาณมากจนน่ากลัว
คงเป็นแค่การที่หัวไปฟาดเข้ากับแจกันอันใหญ่ที่แตกไม่เหลือชิ้นดีแล้วบนพื้นเฉย
ๆ แต่เธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีว่าเฟลิกซ์จะเป็นอะไรหรือเปล่า
เพราะเจ้าตัวสลบไปเลย
ในตอนนี้ที่เธอทำได้จึงเป็นแค่การนั่งดูเท่านั้น แต่ว่าจริง ๆ
แล้วถ้าหากว่าเธอช่วยอะไรสหายของเขาอีกสองคนได้เล่า...
“หืม?”
ภาพตรงหน้าของทั้งดันสตันและคีย์รันมีการส่ายไปมาแปลก ๆ
ราวกับการรับรู้ของเขามันถูกรบกวน
คีย์รันมองก็รู้ได้ทันทีว่าต้นตอมันเกิดจากอะไร
เขาเลยเปลี่ยนเป้าหมายชั่วคราวจากฟินตัน
แล้วมุ่งหน้าเดินเข้าไปที่ผู้สร้างความสับสนที่อยู่ที่ด้านข้างของท้องพระโรงแทน
“ไม่นะ อย่ายุ่งกับนาง!”
ฟินตันวิ่งตรงเข้าไปหาก่อนจะฟาดดาบลงเต็มแรงแต่ก็ไม่เป็นผล
เพราะคีย์รันเร็วกว่าและใช้เคียวในมือรับคมดาบเอาไว้ได้ทัน
มิหนำซ้ำเจ้าชายหนุ่มยังโดนส่วนปลายของมันกระแทกเข้าที่ท้องจนต้องถอยออกมาอีก
ไม่ได้แล้ว เห็นทีแค่ดาบคงจะไม่พอ
พรึ่บ!
“ย๊ากกกก!”
“เชี่ย โธ่เอ๊ย! ดันสตัน ช่วยข้าที!”
เปลวเพลิงร้อนที่ถูกสร้างโดยฟินตันกระทบเข้ากับแผ่นหลังของคีย์รันจนทำให้ชุดที่สวมอยู่ไหม้ละลายไปโดนผิว
ความแสบร้อนอย่างมากกระจายไปทั่วจนคนตัวสูงที่เจ็บปวดอยู่ต้องเรียกให้มือขวาของเขาเข้ามาจัดการฟินตันเสีย
แต่มีหรือที่บอลด์วินจะยอมให้เป็นเช่นนั้น
เขาพยายามใช้ความสามารถที่มีทั้งหมดกันไม่ให้ดันสตันเข้าไปหาฟินตันได้สำเร็จ
รวมไปถึงการใช้พลังลมของตนในการผลักฝ่ายตรงข้ามออกไปด้วย
“คอยดูเสียเถอะ”
คีย์รันเริ่มวาดอะไรบางอย่างอีกครั้ง
แต่ในครั้งนี้ฟินตันรู้แล้วว่าการกระทำเช่นนั้นหมายความว่าอะไร
เขารีบพุ่งตัวไปข้างหน้าจนสามารถเข้าไปถึงตัวอีกฝ่ายได้ทัน
ก่อนจะใช้ลูกไฟที่สร้างเอาไว้ด้วยแรงทั้งหมดปาพุ่งเข้าใส่คนตรงหน้าจนกระดาษที่ถืออยู่ในมือติดไฟลุกท่วม
รอยยิ้มกระตุกขึ้นบนใบหน้าของเจ้าชายหนุ่มทันทีพอเห็นเช่นนั้น
“อ๊ากกก ดันสตัน เดี๋ยวนี้”
สิ้นคำพูดสั่งของคีย์รัน
แสงสว่างภายในห้องก็ดับวูบลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ไม่เว้นแม้แต่ไฟที่กำลังลุกไหม้คีย์รันอยู่ พลังจิตที่มีชื่อว่า
Eclipse ของดันสตันมันทำได้ถึงขั้นนี่เลยหรือนี่? แต่ว่าภาพเช่นนี้
ฟินตันเหมือนว่าเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อหกปีที่แล้ว...
Eclipse ความสามารถในการควบคุมแสงรูปแบบหนึ่ง
แต่ไม่ใช่การควบคุมในแบบของนอร่าที่เป็นการเบี่ยงเบนมัน
แต่เป็นความสามารถในดูดกลืนแสงสว่างในบริเวณรอบ ๆ แทน
ราวกับเป็นพลังแห่งความมืดขั้นสุดของที่ทุกสรรพสิ่งจะจินตนาการได้
พลังงานจากสิ่งที่ให้ความสว่างจะถูกกลืนกินสิ้นโดยผู้ที่มีความสามารถนี้
จึงเป็นความสามารถที่ลงตัวอย่างยิ่งกับพลังเวท Imagine Drawing
ของคีย์รันที่เป็นเวทสายมืด
อันต้องการเงื่อนไขที่ต้องมีความมืดเท่านั้นจึงจะสามารถใช้งานพลังเวทได้อย่างเต็มที่
“อ- อะไรกัน”
“ฟินตัน ระวัง!”
“อั่ก!”
ท่านกลางความมืด
เจ้าชายหนุ่มที่มองอะไรไม่เห็นและไม่ทันระวังตัวจากคำตะโกนบอกของนอร่าก็ถูกดันสตันเตะเข้าที่ข้างลำตัวอย่างแรงและกระเด็นออกไปชนเข้ากับเสาจนทรุดลงนอนกับพื้น
ดาบในมือกระเด็นหลุดออกไปด้านข้าง
และในตอนนั้นนั่นเองที่แสงสว่างภายในท้องพระโรงกลับมาอีกครั้ง
ภาพของของเหลวสีแดงในมือจึงปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือของเขา
แต่แค่คิ้วแตกเฉย ๆ ไม่มีอะไรให้น่ากังวล
“ฟินตัน!”
บอลด์วินอาศัยจังหวะที่ดันสตันเข้าไปช่วยเหลือเจ้านายของตนในการรีบวิ่งเข้าไปหาฟินตันและเตะดาบให้กลับเข้าไปอยู่ในมือของเจ้าของของมันดังเดิม
และพอเห็นว่าคนตัวเล็กกว่ากลับมาลุกขึ้นยืนได้ก็พอจะโล่งใจออกมาบ้างเล็กน้อย
“บ้าเอ๊ย มันไหม้ไปเกินครึ่งเลย”
คีย์รันจิ๊ปากกับสบถออกมาด้วยความไม่พอใจเมื่อหลังจากได้ดันสตันมาช่วยเขาเอาไว้
จอมเวทผู้ปกครองอาณาจักรสังเกตเห็นว่ากระดาษเวทมนตร์ของเขามันโดนไฟจากฟินตันเผาไปกว่าครึ่งแผ่น
พื้นที่ว่างที่เหลือเท่านี้คงจะทำอะไรได้ไม่มากนัก
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลยเสียหน่อย
“เจ้าไหวใช่หรือเปล่า? ส่งดาบของเจ้ามาให้ข้าได้นะ
ข้าจะถ่วงเวลาให้เจ้าหนีไปเอง”
“บ้าหรือ! ข้าจะไม่ยอมทอดทิ้งประชาชนของข้าเป็นอันขาด
ยิ่งเป็นเจ้าแล้วด้วยอีก”
ตึง! ตู้มมมม!
ราวกับคำพูดของฟินตันคือวาจาศักดิ์สิทธิ์
ทันทีที่ฟินตันพูดคำว่าประชาชนออกมา
กำแพงด้านหน้าของพระราชวังก็ถูกชาวเมืองมอนทาราและเมืองข้างเคียงบุกเข้ามาได้
กองกำลังมากมายที่ถูกส่งออกไปต่อกรกับประชาชนจนหมดพระราชวังหากไม่ถูกฆ่าจนหมดสิ้นแล้วก็เข้าร่วมกับประชาชนในการปฏิวัติครั้งนี้ทั้งสิ้น
และอีกไม่นานเกินรอ ท้องพระโรงแห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วยผูงชนแล้ว
“เอาอย่างไรเล่าคีย์รัน?
ดูเหมือนตอนนี้เจ้าจะไม่ได้ต้องต่อกรแค่พวกข้าแล้วล่ะสิ”
ฟินตันกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยขณะเอามือข้างหนึ่งจับไปที่แขนของบอลด์วินเอาไว้เพื่อพยุงตนเองให้ยืนขึ้นได้อย่างมั่นคง
“อึก... ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็ลองดูพลังที่แท้จริงของข้าเสีย!”
พรึ่บ! ซูมมมม!
กระแสพลังงานแรงสูงพุ่งออกมาเป็นวงโดยรอบตัวของคีย์รัน
ผลักให้ทุกคนยกเว้นดันสตันกระเด็นกันออกไปคนละทิศคนละทาง
โชคยังดีสำหรับนอร่าและเฟลิกซ์ที่อยู่ใกล้กับผนังอยู่แล้วเลยไม่ได้เจ็บตัวมากกว่าเดิมเท่าใดนัก
แต่กับเจ้าชายและอัศวินหนุ่มแล้ว
ตัวของพวกเขากระเด็นไปไกลแถมศีรษะของพวกเขาก็ไปฟาดเข้ากับกำแพงและเสาด้านหลังเต็มแรงจนรู้สึกปวดไปทั่ว
โดยไม่ทันที่ฟินตันจะได้ตอบโต้อะไรกลับทันจากความเจ็บปวดที่ยังมีอยู่
ดันสตันก็พุ่งเข้ามาบีบคอและยกฟินตันขึ้นจนตัวของเขาลอยจากพื้น
ขาพยายามดิ้นไปมาทันทีที่ไม่อาจสัมผัสกับพื้นเบื้องล่าง
แต่ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไร คนตรงหน้าก็ไม่ยอมที่จะปล่อยเขาลง
“อึก อั่ก จ- เจ้า...”
ลมหายใจเริ่มขาดตอน
แต่ทั้งแบบนั้นฟินตันก็พยายามที่จะส่งแรงที่มีไปสร้างลูกไฟออกมาจะเผาคนตรงหน้าเสีย
ซึ่งก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เลย พลังแห่งความมืดของดันสตันกำลังค่อย ๆ
ดูดกลืนพลังจากลูกไฟไปเรื่อยจนมันสลายหายไปในอากาศ
และเป้าหมายต่อไปนอกจากลูกไฟก็คือพลังไฟของฟินตันทั้งหมด
และพลังชีวิตที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ด้วย
“เหอะ เหมือนว่าสถานการณ์มันจะกลับกันแล้วนะฟินตัน”
ดันสตันกล่าวแล้วบีบเข้าที่คอของฟินตันแรงกว่าเดิม
อากาศทั้งหมดที่เหลืออยู่ในปอดกำลังจะหมด
สายตาและสติของเจ้าชายหนุ่มเริ่มพร่ามัว
คอมันเจ็บชาไปจนจะไม่รู้สึกอะไรแล้ว
ฟินตันเริ่มรู้สึกได้ว่าพลังภายในตัวเริ่มไหลออกจากร่างกาย
หรือว่านี่คือจุดจบของเขาแล้วกัน
“อย่ามาทำอะไรเจ้าชายของข้านะโว้ย!!”
ซูม!
ผลัก!
ฉึก!
ร่างของฟินตันร่วงลงกับพื้นเมื่อบอลด์วินตัดสินใจในเสี้ยววินาทีด้วยการปล่อยพลังลมทั้งหมดของตนออกไปใช้เป็นแรงผลักดันให้ร่างกายของเขาพุ่งไปเหมือนลูกกระสุนของปืนใหญ่
ร่างกายของอัศวินพุ่งเข้าไปชนดันสตันจนคนตัวสูงที่เต็มไปด้วยรังสีแห่งความมืดกระเด็นตามแรงไปติดกับเสาสูงของท้องพระโรง
มือของบอลด์วินเองพอปล่อยแรงลมทั้งหมดออกไปก็ไม่ลืมที่จะเปลี่ยนมาถือดาบของจนเอาไว้ด้วยเพื่อเสริมการทำลายล้างอีกแรง
ซึ่งมันก็เป็นไปดังที่เขาหวังเอาไว้
“อ- อั่ก!”
ของเหลวสีแดงไหลออกมาจากริมฝีปากของดันสตัน
ดาบในมือของบอลด์วินถูกแรงกระแทกที่สร้างจากพลัง Blast Hand
แทงเข้าไปจนทะลุร่างของชายตรงหน้า
ก่อนที่ความแดงฉานจากภายในร่างกายจะค่อย ๆ
ไหลตามออกมาเจิ่งนองพื้นไปทั่ว
“สำเร็จแล้วฟินตัน อ- อึก...”
ในตอนที่บอลด์วินหันไปมองดูคนรักของเขาที่นั่งใช้มือจับไปที่ลำคอของตัวเองอยู่พร้อมด้วยความดีใจในตัวที่เขาสามารถกำจัดศัตรูได้นั้น
เขากลับมีความรู้สึกแปลก ๆ เกิดที่ร่างกายของเขา ณ เบื้องล่าง
มันเจ็บลงไปลึก เจ็บมากยิ่งกว่าในครั้งไหน ๆ ที่ได้รับแผล
เจ็บจนไม่อาจทนได้ไหมอีกต่อไปแล้ว
“หึ เหมือนว่า... เจ้ากับข้าจะได้ตายไปด้วยกันนะ”
สิ้นแรงพยุงของพลังลม
ร่างของชายสองคนที่มีผมสีดำเช่นกันก็ร่วงลงสู่พื้นของท้องพระโรง
ของเหลวสีเข้มไหลออกมาจากร่างของดันสตันที่ไร้การตอบสนองไปแล้ว
กับบอลด์วินเอง ที่มาของความเจ็บที่ว่าก็คือด้ามของดาบของเขานั่นเอง
แรงลมที่ทำให้เขาพุ่งตัวจนสามารถใช้ดาบปลิดชีพศัตรูได้มันก็แรงจนฝังท้องของเขาเข้ากับด้ามของดาบจนมิด
ก่อนที่ความชื้นแฉะอุ่นร้อนแปลก ๆ จะเริ่มเกิดขึ้นบริเวณแผลนั้น
เลือดเริ่มไหลออกมา มันเริ่มย้อมชุดของเขาให้กลายเป็นสีน้ำตาล
และไหลเอ่อออกมาจนเริ่มหยดลงที่พื้น
ฟินตันตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ
เขารีบวิ่งเข้าไปหาเจ้าของดวงตาสีฟ้าที่ยืนอยู่ข้างร่างของดันสตันทันที
แต่พอไปถึงตัวบอลด์วิน ร่างของคนตัวสูงก็ทรุดลงนอนกับพื้นไปเสียแล้ว
“ไม่ ๆๆๆ บอลด์วิน อย่าทำแบบนี้กับข้านะ เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไร
แผลแค่นี้เอง เจ้าผ่านมันไปได้อยู่แล้ว”
“อย่าเพิ่งสนใจข้า... คีย์รันกำลังวาดของชิ้นใหม่แล้ว”
มือของฟินตันพยายามออกแรงกดแผลของคนรักตัวเองที่นอนอยู่บนพื้นเบื้องหน้าเอาไว้
หวังว่าจะสามารถห้ามเลือดที่ไหวออกมาเรื่อย ๆ ได้
ลมหายใจของเขาแรงและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตาม
ผิดกับบอลด์วินที่ลมหายใจกำลังเบาลงทีละน้อย ทั้งแบบนั้น
บอลด์วินก็บีบมือของฟินตันเอาไว้ให้ไปสนใจกับคีย์รันก่อน
เพราะหากปล่อยไว้อาจเกิดการโจมตีตามมาในอีกไม่กี่วินาทีนี้ที่เขาจะวาดอะไรบางอย่างเสร็จสิ้นแน่
ๆ
ก่อนที่บอลด์วินจะหมดสติไปทั้งแบบนั้น
ฝ่ามือของฟินตันเต็มไปด้วยของเหลวสีแดงจากแผลที่ท้องของเจ้าของดวงตาสีฟ้าที่ตักของเขา
“ไม่จริง...”
พรึ่บ!
“มึง...”
เปลวเพลิงร้อนระอุจนมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้ากระจายตัวออกมาจากร่างกายของฟินตัน
สรรพนามที่หยาบคายที่สุดถูกเลือกมาใช้เรียกคนตรงหน้า เขาค่อย ๆ
เดินเข้าไปไกลคีย์รันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มีความเกรงกลัวใด ๆ
หลงเหลืออีกแล้ว
ในขณะที่อีกฝ่ายเองก็ร้อนรนในการวาดอาวุธชิ้นใหม่ให้เสร็จโดยเร็ว
แต่เพียงแค่ฟินตันมองไปที่กระดาษในมือของคีย์รันมันก็กลับมีไฟลุกขึ้นท่วมจนคนที่วาดอาวุธอยู่ต้องปล่อยมือออกจากมันให้หล่นลงไปไหม้ที่ข้างกาย
เขาพยายามร่ายเวทอื่นที่มีใส่อีกฝ่าย ทั้งน้ำและสายฟ้า
แต่ก็ไม่อาจทำอะไรเปลวเพลิงแห่งความโทสะที่ลุกไหม้อยู่รอบตัวเจ้าชายหนุ่มได้เลย
ดวงตาของฟินตันเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ไฟที่ลุกแผดเผาทุกอย่างรอบตัวมันค่อย ๆ
เปลี่ยนดวงตาของเขาให้เป็นสีส้มสว่าง
ทุกส่วนในร่างกายผลิตเปลวไฟออกมาทั้งสิ้น และด้วยคำสั่งเดียวของสมอง
จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าก็เกิดไฟลุกขึ้นไปทั่วร่าง
ราวกับที่คนยุคก่อนสังหารแม่มดด้วยการเผาไฟ
“อ๊ากกกกกก!”
แม้จะพยายามดับด้วยวิธีใด ไฟมันก็ยิ่งไหม้โหมแรงขึ้นเท่านั้น
ฟินตันไม่มีความปรานีใด ๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้ว น้ำตาค่อย ๆ
ไหลออกมาเมื่อหันกลับไปเห็นคนรักของตนนอนแน่นิ่งอยู่ด้านหลัง
และเป็นจังหวะเดียวกันที่ตอนนั้นนั่นเองประชาชนจากภายนอกสามารถที่จะพังประตูเข้ามาในท้องพระโรงหลักของพระราชวังได้สำเร็จ
ฟินตันเลยเลือกที่จะหยุดเผาคีย์รันทั้งเป็นและทิ้งให้เป็นหน้าที่ของประชาชนชาวโคโลเนียแทน
ซึ่งพวกเขาพอได้เห็นฟินตันก็ยิ่งฮึกเหิมกว่าเก่าในการที่จะฆ่าคนที่กดขี่พวกเขามาตลอดหกปีที่กำลังปวดแสบปวดร้อนจากแผลไฟไหม้มากมายตามลำตัวอยู่บนพื้น
“ฮึก... บอลด์วิน”
ฟินตันเดินกลับไปหาคนรักของตนที่หายใจรวยรินอยู่บนพื้นทั้งน้ำตา
ก่อนจะทรุดลงที่พื้นข้าง ๆ ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่เขาเต็มไปหมด
เลือดไหลออกมามากขนาดนี้ ความหวังมันคงจะน้อยมากแล้วจริง ๆ
ที่จะช่วยคนตรงหน้า และถึงจะอยากช่วยบอลด์วินให้ได้
เรี่ยวแรงทั้งหมดของเขามันก็ไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว
ความเหนื่อยล้าจากการฝืนร่างกายใช้พลังจิตต่อเนื่องเป็นเวลานาน
สภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยความช็อกไปหมดทุกส่วน
และผลจากคริสตัลสีม่วงที่ยังคงมีอยู่
ทั้งหมดนี้มันเกินกว่าที่ฟินตันจะรับไหวแล้ว
เจ้าชายแห่งไฟจึงล้มลงสลบลง ณ ที่ตรงนั้นด้วยเช่นกัน
“พระเจ้า ช่วยเจ้าชายฟินตันก่อนเร็ว”
“ขอโทษนะคะทุกคน ช่วยชายคนนั้นด้วยค่ะ เขาเป็นคนสนิทของท่านฟินตัน
เขาเป็นคนสังหารดันสตันนะคะ”
“ตายแล้ว... ทำอย่างไรดี ไปตามหมอมาโดยด่วนเร็วเข้า
เขาเสียเลือดเยอะมากเลย”
สติของฟินตันค่อย ๆ ปิดตัวลง
เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงของนอร่าที่พาตัวเองมาดูอาการของเขากับบอลด์วิน
แล้วจากนั้นภาพทุกอย่างก็ตัดหายไปกลายเป็นสีดำที่ไม่ที่สิ้นสุด
“บอลด์วิน”
ภาพตรงหน้าของฟินตันปรากฏเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ
ที่เขากับอัศวินหนุ่มชอบไปด้วยกันครั้งก่อนจะเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจโดยคีย์รัน
ชายหนุ่มผมสีดำนั่งอยู่ที่ส่วนที่ลาดลงไปสู่ทุ่งหญ้าเบื้องล่าง
ใบหน้าที่ยิ้มหน่อย ๆ หันมาตามเสียงเรียกของเขา
“ข้าดีใจนะที่เจ้าไม่เป็นอะไร”
น้ำเสียงของบอลด์วินเต็มไปด้วยความอบอุ่นแบบทุกครั้งที่เขาพูดกับฟินตัน
และยิ่งด้วยเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นแล้วอีก
น้ำเสียงนี้จึงยิ่งดูอบอุ่นกว่าเดิมเข้าไปอีก
“เจ้าไม่จากข้าไปไม่ได้หรือ?”
ไม่รู้ทำไม แต่คำคำนี้ออกมาจากปากของฟินตันพร้อม ๆ
กับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย
อุตส่าห์ได้รักกับคนที่เคียงข้างกันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาแล้วแท้ ๆ
แต่ทำไมโชคชะตาถึงได้พรากบอลด์วินจากเขาไปด้วยกัน?
“ข้าไม่ได้จะจากเจ้าไปไหนเสียหน่อย ข้าจะอยู่กับเจ้าไปตลอด
แม้จะเป็นแค่ในความทรงจำก็ตาม เจ้าจะยังมีข้าเสมอนะ ฟินตัน...”
ฝ่ามือหนายกขึ้นมาลูบกลุ่มเส้นผมสีน้ำตาลเพื่อปลอบประโลม
ฟินตันไม่กลั้นอะไรเอาไว้อีกแล้วและทรุดตัวลงสวมกอดกับคนตรงหน้าเขา
แม้ว่ามันยากที่จะยอมรับความจริงนี้
แต่มันก็คงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ข้ารักเจ้ามากนะ อย่าร้องไห้ไปเลย”
“เช่นนั้นก็ ฮึก- อย่าจากข้าไปไม่ได้หรือ?”
ฝ่ามือกำเสื้อของอัศวินหนุ่มเอาไว้ราวกับกลัวว่าหากไม่จับเอาไว้ร่างกายของคนตรงหน้าจะสลายหายสิ้นไปตลอดกาล
น้ำตาเปื้อนเสื้อจนเปียกไปหมด
ใบหน้าของฟินตันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเสียใจ
แต่ถึงจะร้องไห้ไปมากแค่ไหน เรื่องราวก็ไม่เปลี่ยนไปอยู่ดี
“ข้าบอกแล้วอย่างไร ว่าข้าไม่ได้จะจากเจ้าไปไหน”