Trigger warning: This chapter
contains the mention of anesthetics, blood, dehumanization, and
torture.
“พ- พวกเจ้าจะทำอะไรข้า ปล่อยเดี๋ยวนี้!”
เจ้าชายหนุ่มผู้ตกเป็นเชลยแก่อาณาจักรบ้านเกิดของตนเองโวยวายพร้อมกับดิ้นไปมาโดยหวังว่าจะหลุดจากการจับกุมนี้ได้
เมื่อครู่ฟินตันกำลังนอนหลับอยู่ดี ๆ
ที่เตียงก็มีกลุ่มคนพุ่งเข้ามาหา
และในตอนนี้กำลังฉีกเสื้อผ้าของเขาออกจนร่างกายเปลือยเปล่า
ก่อนที่จะถูกผู้ที่มีพลัง Aquakinesis
บังคับใช้กระแสน้ำพุ่งเข้าใส่ร่างกายจนเปียกโชกไปหมด
ฟินตันทรุดตัวกอดตัวเองอยู่ที่มุมห้องในขณะที่เส้นสายของกระแสน้ำที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยนพุ่งมาใส่ผิวหนังของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง
มันเริ่มทำให้เขาเริ่มที่จะหายใจไม่ออกและสำลักมันบางส่วนเข้าไปในปอดแทนอากาศ
และในตอนที่กำลังจะหมดสติไป กระแสน้ำมากมายก็หยุดลง
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของรองเท้าหนังกระทบกับพื้นของพระราชวัง
ซึ่งให้เดาก็ไม่ยากว่าคนที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาที่ไร้สิ่งปิดบังใด ๆ
นอนสำลักน้ำอยู่บนพื้นคือใคร
“เตรียมตัวของเจ้าให้พร้อมเอาไว้
คืนนี้ยามดวงจันทร์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า
เจ้าจะได้เป็นดาวเด่นในพิธีสำคัญของข้า”
“ค- แค่ก แฮก...”
ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากลำคอของเจ้าของกลุ่มผมสีน้ำตาล
ร่างกายที่ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดเริ่มรู้สึกถึงลมเย็น ๆ
ที่พัดเข้ามาโดนผิวทำให้ขนลุกหน่อย ๆ
ซึ่งดูเหมือนคีย์รันเองก็จะเดาได้เช่นกัน
เพราะเสื้อสีขาวสะอาดถูกโยนลงที่พื้นตรงหน้าเขา
พร้อมกับคำพูดที่เป็นเสียงที่ไม่น่าฟังเลยแม้แต่น้อย
“สวมมันซะ แล้วอย่าได้คิดว่าจะหาช่องว่างใด ๆ
ที่ไม่มีอยู่จริงในการจะหนีเล่า
ที่นี่ข้าคุมทุกอย่างเอาไว้หมดสิ้นแล้ว”
ดวงตาสีน้ำตาลมองตามผู้พูดขณะเอื้อมมือออกไปหยิบเสื้อผ้าสีขาวทั้งตัวออกมาสวม
พอได้เห็นตัวเองแบบนี้แล้ว
ตัวของฟินตันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากเครื่องสังเวยในพิธีทางศาสตร์มืดของเวทมนตร์เลย
สิ่งที่คีย์รันพูดคงจะต้องเกิดขึ้นจริงแน่นอนในคืนนี้
และแม้จะบอกว่าจังหวะช่องว่างที่อาจมีอยู่นั้นไม่มีจริง
แต่ฟินตันก็ไม่เลิกคิดว่าอีกไม่นานไม่ประชาชนบุกเข้ามาถึงใจกลางนครหลวงแห่งนี้
ก็เป็นทัพของเขาที่จะทำมัน และทำให้เขามีโอกาสที่จะหลบหนีออกไปได้
ที่นี่มันเป็นบ้านของเขา
ทำไมกันที่เขาจะไม่รู้แผนผังภายในกลุ่มอาคารทั้งหมดนี้
แต่นั่นก็คือความเข้าใจของฟินตันเท่านั้น
เพราะหลังจากเหตุการณ์กบฏเมื่อกว่าหกปีมาแล้ว
ไฟได้ไหม้พระราชวังจนเกิดความเสียหายไปหลายส่วน
การบูรณะใหม่จึงได้เกิดขึ้น
และทำให้หลายบริเวณที่มีการสร้างขึ้นมาใหม่มีแผนผังต่างไปจากเดิมจนไม่อาจเหลือเค้าเดิม
ถึงตัวอาคารจากภายนอกจะดูเหมือนเดิมก็ตาม
“เฟลิกซ์ เราอยู่ที่ไหนแล้วกัน?”
นอร่าถามคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าเพราะคนที่อยู่ข้าง ๆ
เธอนั้นไร้ประโยชน์ในการนำทางโดยสิ้นเชิงจากการดูแผนที่ไม่เป็น
“อีกไม่ถึงสองชั่วโมงก็จะถึงบอนเนนเซีย (Bonnensia) แล้วล่ะ
มีอะไรหรือ?”
ตลอดทั้งคืนจนถึงตอนนี้
พวกเขาหยุดพักกันโดยรวมไม่เกินสองชั่วโมงเพียงแค่นั้น
เพราะในทุกครั้งที่หยุดพักก็จะมีคนอารมณ์ร้อนคนนึงที่คอยถามอยู่ตลอดราวกับเด็กที่เอาแต่ใจว่าเมื่อใดพวกเขาทั้งสามจะได้ออกเดินหน้ามุ่งสู่เมืองหลวงต่อเสียที
โชคยังดีที่บอลด์วินไม่เลือกที่จะเดินนำไปก่อนตัวคนเดียว
เจ้าตัวรู้ตัวดีว่าหากทำเช่นนั้นกว่าจะไปถึงมอนทาราเผลอ ๆ
ฟินตันคงเอาชนะคีย์รันไปแล้วเพราะเขาไม่รู้ทิศทางและแผนที่เลย
ยกเว้นหากเป็นที่ที่อยู่มานานแล้วอย่างมอนทาราและนอร์ด
ที่เขาสามารถจดจำเส้นทางได้โดยละเอียด
“มีใครบางคนอยากจะถามแต่ไม่กล้าที่จะถามน่ะ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ
ของนอร่าเรียกให้คนที่ถูกพูดถึงหันมามองด้วยสายตาคม
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเกรงกลัวอะไร
“ข้าเปล่าเสียหน่อย...”
บอลด์วินเกาท้ายทอยเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าสหายของคนรักของเขาจะมองเขาออกได้ขนาดนี้
เขาแค่ทำสีหน้าเป็นกังวลและพยายามมองดูป้ายตามร้านรวงที่กระจายตัวอยู่เป็นช่วง
ๆ
ข้างถนนสายหลักที่มุ่งสู่นครหลวงของอาณาจักรมาตลอดชั่วโมงที่ผ่านมาเอง
บรรยากาศสองข้างทางริมแม่น้ำเรนอสในบริเวณนี้ของโคโลเนียนั้นนอกจากจะมีพื้นที่การเกษตรและปศุสัตว์มากมายแล้ว
บ้านเรือนก็หนาแน่นกว่าที่อื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
และเป็นเช่นนี้ลากยาวไปตลอดริมแม่น้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของอาณาจักรไปจนสุดเขตดินแดนอันไพศาล
แต่ละหมู่บ้านที่นักเดินทางทั้งสามได้ผ่านมาพวกเขาเห็นทั้งการลุกฮือในระดับใหญ่ไม่ต่างกับนครอย่างมาน
และหมู่บ้านที่โดนทางการทำลายจนแทบดูไม่ออกว่าบริเวณนั้นเคยเป็นแหล่งชุมชนมาก่อน
แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาได้ยินและสอบถามจากชาวบ้านอันเป็นข้อความที่สะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทตลอดเวลาก็คือ
‘การมุ่งหน้าสู่มอนทาราเพื่อปลดปล่อยพวกเขาเอง’
ผู้คนหลังจากชนะในท้องถิ่นของตัวเองก็จับอาวุธคู่กายมุ่งหน้าสู่ศูนย์กลางทางการปกครอง
หรือแม้แต่บางหมู่บ้านที่ได้กล่าวไปว่าถูกทำลายจนสิ้นสภาพ
คนที่เหลือรอดก็ไม่ได้มัวแต่เสียใจหรือสิ้นหวัง
พวกเขาแปรเปลี่ยนความรู้สึกทั้งหมดให้กลายไปเป็นแรงในการโค่นล้มสิ่งที่เซาะบ่อนทำลายอาณาจักรที่รักนี้มาตลอด
แรงมุ่งมั่นจากประชาชนชาวโคโลเนียนี้เองก็เป็นหนึ่งในกำลังใจให้ทั้งบอลด์วิน
นอร่า และเฟลิกซ์ มีแรงที่จะเดินหน้าต่อไป
พวกเขาจะต้องได้พบกับฟินตันอีกครั้งให้จงได้
นครที่อยู่ถัดไปก่อนจะถึงมอนทาราคือบอนเนนเซีย เมืองไม่ใหญ่นักขนาดพอ
ๆ กับโคเบลนซ์ที่พวกเขาพึ่งเดินทางจากมาเมื่อคืนนี้
เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างเมืองหลวงกับเมืองที่เป็นประตูสู่ทิศใต้ของอาณาจักรพอดิบพอดี
ทำหน้าที่เป็นทั้งจุดแวะพักและเป็นศูนย์กลางการค้าขายผลผลิตทางการเกษตรก่อนที่จะถูกขนส่งไปสู่นครหลวงมอนทารา
ทันทีที่คณะเดินทางทั้งสามคนมาถึง
บอนเนนเซียก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายไปแล้วไม่ต่างจากตอนที่ไปถึงมาน
ทั้งอาคารที่พังทลาย
กลุ่มควันสีเข้มที่ยังคงลอยเด่นสู่ท้องฟ้าสีครามเป็นจุด ๆ
มองจากร่องรอยที่เหลืออยู่ของมันแล้ว
เมื่อวันหรือสองวันก่อนคงจะเป็นวันที่ทุกอย่างปะทุขึ้นและเป็นฝ่ายประชาชนที่เอาชนะผู้ปกครองนครลงได้
และแม้อยากที่จะข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำเพื่อสำรวจตัวนครเพิ่มเติม
แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่ไม่มากในตอนนี้แล้ว
พวกเขาเลยทำได้แค่หยุดพักสั้น ๆ ที่หน้ากำแพงหลักของเมืองเท่านั้น
ไม่ได้ก้าวข้ามสะพานเข้าไปด้านในแต่อย่างใด
ในขณะนี้เป็นเวลาบ่ายโมงตรง
มอนทาราอยู่ห่างออกไปเพียงหกชั่วโมงด้วยการเดินเท้าทางทิศเหนือ
ในตอนที่พวกเขาทั้งสามไปถึงก็คงจะเป็นเวลาค่ำพอดี
มีเรื่องน่าแปลกที่ทุกคนต่างสงสัยเช่นเดียวกันหมดจากการพูดคุยกับชาวเมืองบอนเนนเซีย
ประชาชนมีการลุกฮือขนานใหญ่ไปทั่วทั้งอาณาจักรขนาดนี้
แต่ทำไมทหารทั้งหมดที่รักษาการอยู่ถึงได้ถูกเรียกตัวกลับเข้าสู่มอนทาราโดยหมดสิ้น
จะบอกว่าทางการเลือกยอมแพ้และเปลี่ยนแผนการรับมือเป็นการตั้งรับแทนก็ดูแปลกเกินไป
ผู้ที่มีพลังอำนาจมากมายเช่นนั้นน่ะหรือที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนี้
นั่นทำให้พวกเขาทั้งสามเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของมัน
สัญชาตญาณค่อย ๆ
บอกพวกเขาว่าเรื่องที่ไม่ดีอย่างมากกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“ยินดีต้อนรับสหายของข้าทั้งหมดสู่มหาพิธีอันยิ่งใหญ่”
เสียงของคีย์รันดังไปทั้งห้องท้องพระโรงรอง
อันเป็นที่ที่ถูกเตรียมการเอาไว้สำหรับการทำพิธีสังเวยฟินตันในค่ำคืนที่ใกล้เข้ามานี้
ในตอนนี้ที่ห้องโถงยังไม่มีแขกมาแม้แต่คนเดียว
คีย์รันเพียงแค่ตื่นเต้นจนอดใจไม่ไหวแล้วที่ช่วงเวลาที่เขาต่างวางแผนและเฝ้ารอมันกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงแล้ว
เพียงแค่ปาดเฉือนเนื้อให้เลือดในตัวของคนที่สิ้นสภาพนั่นไหลออกมา
แล้วก็จะได้ครอบครองพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่
อันจะมอบตำแหน่งที่อยู่สูงยิ่งกว่าจอมเวทหรือกษัตริย์ไหน ๆ
ที่เคยมีมา โลกทั้งใบจะกลายไปเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือเท่านั้น
“ท่านคีย์รันขอรับ
กระหม่อมขอทูลว่าในขณะนี้แขกตามคำเชิญของพระองค์ท่านแรกมาถึงแล้วขอรับ”
หนึ่งในทหารมากมายที่ถูกเรียกกลับมาจากแนวป้องกันรอบ ๆ
มอนทาราเพื่อใช้เป็นข้ารับใช้ในมหาพิธีและใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารของคีย์รันคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนาย
ก่อนจะเริ่มรายงานข่าวตามที่ได้รับมอบหมายมา
“ดี... จัดการดูแลพวกเขาให้ดีไร้ที่ติทุกคนเสีย”
“ขอรับ แล้วก็... คือว่า...”
รอยยิ้มที่ทราบว่าแขกของตนเริ่มทยอยเดินทางมาถึงแล้วตามคำเชิญค่อย ๆ
หุบลงจากคำพูดที่ไม่ยอมพูดต่อออกมาเป็นประโยคเสียที
“ว่ามา”
เสียงแข็งจึงเปล่งออกไปให้ทหารยศน้อยที่น่าสงสารต้องพูดรายงานข่าวอีกเรื่องหนึ่ง
“ผู้คนมากมายกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่เพื่อก่อความวุ่นวายและกบฏขอรับ”
ตุ้บ!
คีย์รันหยิบกระดาษสีอมเหลืองแผ่นหนึ่งขึ้นมาขีดเขียนวาดอะไรบางอย่างก่อนที่พอเขายกปลายดินสอขึ้น
ศีรษะของทหารตรงหน้าก็แตกออก ของเหลวสีแดงไหลเจิ่งนองไปทั่วบริเวณ
ผู้คนรอบข้างต่างมองด้วยความกลัวและตกใจ
แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะขยับตัวหรือทำหน้าที่ของตนเองต่อ
“พวกเจ้ามาทำความสะอาดคราบสัตว์ชั้นต่ำตรงนี้เสีย
ข้าจะออกไปต้อนรับแขกของข้า ไอ้พวกชั้นต่ำเอ๊ย”
สิ้นเสียงดังปังของประตูไม้ที่ถูกปิดลงด้วยอารมณ์ร้อน
เหล่าข้ารับใช้ในพระราชวังและทหารที่ประจำอยู่ในโถงพระโรงรองก็เข้ามาจัดการศพตามคำสั่งของผู้เป็นนายทันที
แม้จะไม่เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว
แต่การขัดขืนย่อมส่งผลให้จุดจบไม่ต่างกันกับร่างไร้ชีวิตบนพื้นตรงหน้าแน่นอน
แขกผู้มีเกียรติที่คีย์รันเชิญมาคือจอมเวทจากทั่วทั้งสารทิศ
ไม่ว่าจะเหล่าผู้นำสายเวทมนตร์ของโคโลเนียในยุคก่อนที่ถูกมองข้าม
กษัตริย์ของอาณาจักรแฟแลนเดรีย
จนไปถึงจอมเวทที่ซ่อนตัวลึกอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของอาณาจักรฟเยลฟรอสต์
อันทำให้ใครก็ตามที่ได้มาร่วมงานหรือมองผ่านตาก็ต่างต้องทึ่งในการได้เห็นผู้คนที่บ้างก็ว่ามีอยู่เพียงในตำนานเท่านั้นออกมาเดินเท้าอยู่ตรงหน้าพวกเขา
แต่คีย์รันหารู้ไม่ว่าการรวบรวมกลุ่มคนที่กดขี่คนส่วนใหญ่มาไว้ด้วยกันมากมายเช่นนี้มันจะนำมาสู่อะไร
“คืนนี้แล้วสินะ”
“ถูกต้องขอรับท่าน ในตอนที่ดวงอาทิตย์ตกดิน
พวกเราจะเริ่มดำเนินการตามแผนการขอรับ
โคโลเนียจะกลับมารุ่งโรจน์ดังเดิม”
ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลมาที่รอบพระราชวังเพื่อมองดูเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของการมีคนที่สำคัญยิ่งทางด้านเวทมนตร์มารวมตัวกัน
เวลาที่ผ่านไปก็ยิ่งทำให้เห็นว่าเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ
นี้จะต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่มากอย่างไม่มีอะไรหาเทียบได้อย่างแน่นอน
ไม่เช่นนั้นคนระดับสูงของทั่วทั้งทวีปจะมารวมตัวที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร
ดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างเริ่มเคลื่อนตัวเอนลงต่ำ
ส่งแสงสีส้มแดงมาย้อมผืนฟ้าให้มีสีสวยงามในยามเย็น
แขกทั้งหมดของคีย์รันมาถึงที่พระราชวังหมดทุกคนแล้ว
และกำลังดื่มกินอย่างสำราญใจในขณะที่คนภายนอกต่างพากันบ่นว่ากล่าวถึงความยากลำบากในภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ยิ่งไม่กี่วันมานี้ทั่วทั้งอาณาจักรเกิดกบฏขึ้นอีก
ของซื้อของขายทั้งหมดถูกหยุดชะงักและหายากยิ่งกว่าเก่า
ในตอนที่แสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไป
ส่งให้ท้องฟ้ามีสีเอนไปทางชมพูและม่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ก็เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มคนสามคนเดินทางมาถึงนครหลวงแห่งนี้พอดี
สำหรับใครบางคนในนั้นแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหกปีเลยที่ได้เห็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนด้วยตาอีกครั้ง
“ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ มอนทารา”
บอลด์วินมองดูทิวทัศน์ที่จะว่าเหมือนเดิมก็กระไร
หอคอยเวทมนตร์มากมายที่ถูกสร้างขึ้นไปทั่วนครมันทำให้ขอบฟ้าของเมืองดูแปลกตา
มีบางส่วนบ้างที่มีร่องรอยของการถูกทำลาย
มันก็คงอีกไม่นานแล้วที่ผู้คน ณ นครหลวงจะไม่อดทนอีกต่อไป
ตู้มมมม!
ดั่งความคิดนั้นมันมีพลังที่สามารถดลบันดาลให้เกิดขึ้นจริงได้
เพราะทันทีที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปได้เพียงเสี้ยววินาที
เสียงระเบิดดังสนั่นก็ดังขึ้นไปทั่วหลายครั้ง
หอคอยเวทมนตร์หลายหอสั่นคลอนก่อนจะเอียงและทรุดตัวลง
ไม่ต้องอธิบายให้มากความ การปฏิวัติเดินทางมาถึงเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว
“นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของพวกเรา อยู่ติดตัวข้าเอาไว้”
นอร่าบอกสหายทั้งสองข้างกายของเธอก่อนจะเริ่มให้สมาธิบังคับแสงรอบตัวทั้งหมดให้เอนไปทางอื่น
พวกเขาทั้งสามหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“แต่รีบหน่อยเล่า พลังของข้าใช้กับพวกเจ้าสองคนด้วย
ข้ากลัวข้าจะหมดแรงก่อน”
เฟลิกซ์และบอลด์วินพยักหน้าเข้าใจ แล้วก็เริ่มเดินทางมุ่งเข้าไป ณ
ใจกลางนครที่กำลังเริ่มลุกเป็นไฟ
ควันมากมายจากการถล่มลงของหอคอยเวทมนตร์เริ่มลอยขึ้นไปบนฟ้าสีเข้ม
เหล่าผู้คนเริ่มแตกตื่นเพราะมีการปะทะกันระหว่างทหารและประชาชนในหลาย
ๆ จุด และมันทำให้ใครหลายคนทนดูเฉย ๆ ไม่ไหวอีกแล้ว
“ผู้คนที่นี่ก็เริ่มที่จะออกมาสู้แล้วสินะ”
ในระหว่างที่วิ่งหลบหลีกไปตามตรอกซอกซอยของมอนทารา
เฟลิกซ์ก็คอยสังเกตดูการชาวเมืองไปด้วย
และแม้อยากจะเข้าไปช่วยมากแค่ไหน
แต่เป้าหมายของเขาและสหายของสองคนอยู่ในพระราชวังของอาณาจักร
หากมาใช้แรงในตอนนี้ก่อนคงจะไม่สามารถต่อกรคนที่มีเวทแกร่งกล้าแบบคีย์รันได้
“ย๊ากกกกกกก”
“ข้าบอกให้พวกเจ้าจำนนเดี๋ยวนี้”
“ใครมันจะไปยอมทนต่อกัน ถ้าข้าจะตาย เจ้าก็ต้องตายไปพร้อมกับข้า!”
เมื่อดาบฟันลงใส่ชายผู้น่าสงสาร
เส้นสายสีฟ้าอ่อนก็วิ่งไปทั่วทั้งร่างกายของชายผู้นั้นและทหารโดยรอบ
พลังจิตที่หายากอย่าง Electromaster
อันเป็นความสามารถที่สามารถสร้างเส้นสายกระแสไฟฟ้าเหมือนกับเมฆฝนฟ้าคะนองได้มีประโยชน์อย่างมากกับอาวุธโลหะของเหล่าทหาร
นอร่ามองดูอย่างหลงใหลในความสามารถของพลังก่อนที่วินาทีต่อมาทหารทั้งหมดจะล้มลงนอนแน่นิ่งบนพื้น
เธอจึงรู้ตัวว่ามันไม่ใช่เวลาที่จะมาหยุดทำอะไรแบบนี้
แล้วมุ่งหน้าไปสู่กำแพงของพระราชวังที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเรนอสต่อ
“สะพานอยู่ทางไหน? บอลด์วิน เจ้าเป็นคนที่นี่ นำทางแทนข้าที”
ในตอนที่อยู่ในพื้นที่ที่คนพลุกพล่าน
นอร่าหยุดใช้พลังและให้ผู้เชี่ยวชาญในนครแห่งนี้อย่างบอลด์วินเป็นผู้นำทางแทน
“ที่นี่...”
สายตาของเขามองไปที่ถนนตรงหน้าที่ทอดอยู่ริมแม่น้ำเรนอส
พื้นหินแบบนี้ ตึกแถวที่เรียงรายเช่นนี้ ภาพของพระราชวังในมุมมองนี้
ความทรงจำมากมายไหลเข้ามาในโสตประสาท
ทำไมอัศวินหนุ่มจะจำไม่ได้กันว่าตรงนี้คือที่ไหนของมอนทารา
สถานที่ที่เขามาประจำตลอดหลายปีก่อนจะย้ายไปนอร์ด
เมื่อหันไปทางขวามือก็เจอป้ายชื่อร้านค้าร้านหนึ่งที่คุ้นเคย
ร้านเบเกอรี่ที่เขามากับฟินตันวันก่อนที่จะเกิดกบฏ...
“ตรงไปอีกหน่อยจะมีสะพาน
ข้ามไปแล้วจะถึงถนนที่มุ่งหน้าไปสู่ประตูหน้าของพระราชวังเลย”
บอลด์วินตอบอย่างแน่วแน่แล้วเดินนำสหายของเขาอีกสองคนไปอย่างรวดเร็ว
แต่ในตอนนั้นนั่นเองที่มีทหารโผล่มาจากตรอกข้างหน้า
เฟลิกซ์เลยรีบสะกิดให้นอร่าเธอรีบวิ่งไปคว้าข้อมือของคนผมสีดำเอาไว้แล้วดึงไปหลบที่บริเวณซอกข้างร้านเบเกอรี่
ก่อนจะใช้พลังทำให้พวกเขาหายตัวไป
“เกือบไปแล้วไหมเล่า”
เสียงถอนหายใจของเฟลิกซ์ดังขึ้นพร้อมตามมาด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความโล่งอก
ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่อาจไว้วางใจได้เลยตลอดเวลาที่อยู่ในดินแดนของศัตรูแบบนี้
“เราค่อย ๆ อ้อมไปทางนี้ก็ได้ ตามข้ามา”
บอลด์วินชะโงกหน้าออกไปมองตรอกด้านหลังร้านค้าถึงแม้ว่าจะมีพลังของนอร่าทำให้มีใครมองเห็นพวกเขาก็ตาม
แล้วค่อย ๆ ย่องนำหน้าตามเส้นทางไปเรื่อย ๆ
จนมาถึงถนนใหญ่ที่มีสะพานอยู่ดังที่คนเป็นอัศวินว่าไว้จริง ๆ
เฟลิกซ์ที่ระแวงอยู่ในใจตลอดเวลาเกี่ยวกับเรื่องความน่าเชื่อถือของบอลด์วินเลยเบาใจลงไปได้มาก
แต่มันก็ไม่ง่ายแบบนั้น
บนสะพานแห่งนั้นมีทหารปิดการเดินทางมุ่งหน้าเข้าไปสู่ชั้นในของเมืองไว้อย่างสิ้นเชิง
แถมทหารที่เดินผ่านพวกเขาไปกันประชาชนไม่ให้เดินทางผ่านเข้าไปก็ยังพูดอีกว่าคีย์รันเตรียมที่จะทำพิธีบางอย่างในค่ำคืนนี้จนที่ดวงอาทิตย์ตก
และชื่อของฟินตันก็ออกมาจากปากของทหารนายหนึ่งด้วยว่าคือเหยื่อสังเวยในพิธี
ใบหน้าของคณะเดินทางทั้งสามคนซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่จะเป็นบอลด์วินที่ขมวดคิ้วแน่นและมีความโกรธเข้ามาแทนที่
“ท- ทำอย่างไรดี ฟินตันจะโดนสังเวยหรือ?”
“พวกเราต้องเข้าไปขัดขวาง แต่... ทำแบบไหนดีเล่า...”
ในระหว่างที่นอร่ากับเฟลิกซ์กำลังกระวนกระวาย
เจ้าของดวงตาสีฟ้าสวยก็นึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่เขาได้ทราบมาจากฟินตันและพ่อของเขา
แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะบอกใครก็ได้ ฉะนั้นแล้ว...
“พวกเจ้า ข้าจะบอกเรื่องนี้แค่กับพวกเจ้าเท่านั้น
หากทุกอย่างมันสิ้นสุดลงแล้ว พวกเจ้าห้ามบอกใครอีกเป็นอันขาด
เข้าใจหรือไม่?”
คำพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้สหายทั้งสองคนของบอลด์วินยอมใจเย็นลงมาเล็กน้อยแล้วตั้งใจฟังก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ
“ดี พระราชวังมีประตูลับอยู่ไม่ไกลจากสะพานนี้นัก
และมันเป็นประตูหลบหนีฉุกเฉินในยามเกิดเรื่องอย่างเช่นเมื่อหกปีก่อน
ข้ากับฟินตันก็ใช้ประตูนั้นหนีออกมา ตามข้ามาเดี๋ยวนี้เลย”
เพราะไม่มีเวลาและตัวเลือกมาก
ในตอนนี้แสงแดดสีส้มชมพูยามสนธยาที่ยังคงเหลือเรืองรองมาจากทางทิศตะวันตกกำลังจะหายไปหมดแล้ว
ประตูลับนี้จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายในการเดินทางเข้าไปในพระราชวัง
บอลด์วินเดินนำสหายของเขาทั้งสองมายังที่ริมแม่น้ำเรนอสเลยจากสะพานดังกล่าวที่เป็นจุดข้ามฝั่งไปอีกฝั่งเล็กน้อย
เขาค่อย ๆ
ปีนนำลงไปที่ตลิ่งก่อนจะเดินเข้าไปหาสะพานโดยอาศัยพลังของนอร่าในการค่อย
ๆ ย่องเข้าไปช้า ๆ เพราะแม้จะไม่มีใครมองเห็น แต่การเดินลุยน้ำตื้น ๆ
ที่ริมตลิ่งก็สร้างเสียงพอสมควร
พวกเขาทั้งหมดยังไม่มีใครอยากโดนจับได้ในตอนที่ยังไม่ได้อะไรเลย
เมื่อนักเดินทางทั้งสามมาถึงใต้สะพาน บอลด์วินค่อย ๆ
คลำหาอะไรบางอย่างบนฐานของสะพานที่ก่อขึ้นจากอิฐที่ไม่ว่าดูยังไงก็เป็นแค่ฐานสะพานธรรมดา
แต่เมื่อมือหนาไล่ไปเจอกับช่องว่างและสอดนิ้วเข้าไป
ประตูลับก็เปิดออก ภายในปรากฏทางเดินลงไปลึกใต้ดิน
ก่อนจะมีแสงสว่างจากคริสตัลสีเหลืองที่เหลือฤทธิ์อยู่อ่อน ๆ
สว่างขึ้นพอให้มองเห็นภายในได้ โดยไม่ให้เป็นการรอช้า
พวกเข้าทั้งสามคนจึงรีบเข้าไปในช่องทางลับนี้โดยทันที
“บอลด์วิน บอกข้าทีว่าเจ้าเป็นคนธรรมดาจริง ๆ หรือเปล่า?”
นอร่าที่เดินเข้ามาแล้วเลิกใช้พลังในการปกปิดตัวตนของคณะเดินทางทั้งสาม
เธอกอดอกและถามคนผมสีดำตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“อะไรกัน? ข้าก็เป็นสามัญชนเหมือนพวกเจ้า
เฟลิกซ์เองก็น่าจะยืนยันได้ไม่ใช่หรือยังไงกัน?”
บอลด์วินสงสัยกับคำถามที่ได้รับ
ก่อนจะสังเกตว่าแท้จริงแล้วนอร่าไม่ได้มองมาที่เขา
แต่มองไปข้างหลังเขาต่างหาก และเมื่อหันไปมองตามสายตาของนาง
อัศวินหนุ่มก็ได้พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดอยู่บนกำแพงทางลับแห่งนี้
ตัวหนังสือบนกรอบที่หรูหราปรากฏลอยอยู่บนอากาศด้วยพลังของเวทมนตร์แสดงผล
บนนั้นเขียนเอาไว้ว่า ‘ยินดีต้อนรับ บอลด์วิน ไอเซินฮาร์ท’
“ห- หา? นี่มันอะไรกัน ทำไมมีชื่อของข้า?”
อัศวินหนุ่มไม่เห็นจะจำได้ว่าครั้งที่แล้วที่เขาหลบหนีออกมาจากพระราชวังกับฟินตันมีการแสดงข้อความต้อนรับเช่นนี้
แล้วยิ่งหากว่าทางลับนี้มีผู้สร้างและดูแลคือสำนักพระราชวัง
การที่มีชื่อของเขาปรากฏต้อนรับในยามเปิดประตูก็ย่อมเกิดจากพระราชวังอย่างแน่นอน
“ถ้าเจ้าไม่รู้แล้วข้าจะรู้ได้ยังไงกัน นั่นชื่อเจ้าไม่ผิดแน่นอน
ข้าอ่านหนังสือออก”
นอร่าส่ายหัวก่อนจะมองเห็นว่าท้องฟ้าด้านนอกได้มืดสนิทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หมู่ดาวกำลังเริ่มทอแสงอ่อน ๆ ของมันทีละน้อย
นี่คงไม่ใช่เวลาจะมาสงสัยอะไรแบบนี้ซักเท่าไหร่
“ช่างมันก่อนก็แล้วกัน ท้องฟ้ามันมืดแล้ว เจ้านำทางพวกเราต่อได้เลย”
“อื้อ...”
แล้วแบบนั้น บอลด์วินก็กดสลักที่หนึ่งแล้วประตูหนาก็ค่อย ๆ
ปิดลงดังเดิม ก่อนจะเดินนำทางสหายของเขาทั้งสองไปตาทางเดินแคบ ๆ
ที่ทอดยาวออกไปใต้ดิน
“หรือว่า... ฟินตันจะเป็นคนใส่ชื่อของเจ้าเอาไว้ ไม่สิ ๆ
เจ้าเคยบอกข้านี่นาว่าพระราชาวูลแฟรมเองก็รู้จักเจ้าและรู้ว่าเจ้าสนิทกับฟินตันมากขนาดไหน
ไม่แน่
อาจเป็นพระองค์ก็ได้ที่เลือกใส่ชื่อของเจ้าเข้ากับประตูเวทมนตร์ก็ได้”
ในระหว่างที่เดินตามการนำทางของสหายสมัยเด็ก เฟลิกซ์ก็ได้ลองคิด ๆ
ดูแล้วว่าเหตุผลนี้อาจจะเป็นความเป็นไปได้ว่าเหตุใดบอลด์วินถึงได้รับการต้อนรับจากประตูดังกล่าวแบบนั้น
เห็นทีความรักที่บอลด์วินมีให้ต่อเจ้าชายพระองค์นั้นคงจะชัดเจนมากจนผู้เป็นถึงพระราชายังไว้ใจและใส่ชื่อของบอลด์วินในระบบประตูเวทแน่
ๆ แต่ถ้าหากแบบนั้นก็หมายความว่า
ราชวงศ์ยอมรับในตัวของสหายของเฟลิกซ์หรือนี่? นี่มันน่าภูมิใจสุด ๆ
ไปเลยไม่ใช่หรือยังไงกัน
หลังเดินตามทางเดินและป้ายบอกทางที่ตัวหนังสือลอก ๆ
อันเต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุมมาระยะหนึ่ง
พวกเขาทั้งสามก็มาเจอประตูทางออกที่เขียนบอกว่าเชื่อมกับสวนด้านหลังของพระราชวัง
แต่พอนอร่าลองกี่จะเปิดประตูออกไปก็ขึ้นข้อความเป็นอักษรจากพลังเวทว่าเธอไม่ใช่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประตูนี้
แต่พอเปลี่ยนมาเป็นบอลด์วินเป็นคนเปิดแล้วนั้น
กลับสามารถทำได้ราวกับมันคือประตูปกติทั่วไปบานอื่น ๆ
มิหนำซ้ำก็ยังมีข้อความกล่าวต้อนรับเช่นเดียวกันอีก
สิ่งนี้ยิ่งยืนยันข้อคาดเดาของเฟลิกซ์เข้าไปอีก
“ข้าว่าที่เจ้าพูดมาอาจจะถูกก็ได้นะเฟลิกซ์”
บอลด์วินมองประตูหนาค่อย ๆ เปิดออกด้วยความอัศจรรย์
มันเผยให้เห็นห้องเก็บอุปกรณ์ทำสวนของพระราชวังชั้นใน
และเมื่อเปิดประตูไม้เบื้องหน้าอีกบานออกไป
ทิวทัศน์อันสวยงามของสวนที่เขาเคยเห็นนับครั้งไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นให้เห็นแก้คิดถึง
เขาสูดหายใจเอากลิ่นดอกไม้มากมายเข้าเต็มปอด
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นแต่อย่างใด
ทั้งด้วยการมาถึงจุดนี้ที่เรียกว่าอยู่ในแดนของศัตรูธรรมดาคงไม่ใช่
นี่คือศูนย์บัญชาการของศัตรูเลยต่างหาก
รวมเข้ากับกลิ่นไหม้ที่ลอยมาในอากาศนี้ด้วยอีก
ชาวเมืองมอนทาราด้านนอกคงกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
และพวกเขาเองก็ต้องเร่งแข่งกับเวลาด้วยเช่นกัน
“ทุกคน นั่นฟินตันนี่!”
เสียงพูดของนอร่ามาพร้อมการจับเข้าที่ไหล่และเขย่าไปมาอย่างแรง
เมื่อมองตามปลายนิ้วที่ชี้ไปทางอาคารใกล้ ๆ
ก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างชั้นบนสุดของอาคาร
ใบหน้าของฟินตันแม้จะอยู่ไกล แต่ก็ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดเจน
นี่ยิ่งทำให้พวกเขาทั้งสามคนรู้สึกไม่ดีมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก
เพราะแบบนี้หมายความว่าฟินตันต้องถูกกระทำอะไรหลายอย่างมาแน่นอน
เจ้าชายแห่งไฟที่มีพลังมากมายขนาดนั้นถ้าอยู่ปกติดี
ตอนนี้ทั้งมอนทาราคงจะโดนแผดเผาไปหมดแล้ว
แต่กลับทำสีหน้าสิ้นหวังเหมือนกับว่าไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้วแบบนี้
คีย์รันจะต้องชดใช้อย่างถึงที่สุด
“เฟลิกซ์ เจ้าเทเลพอร์ตขึ้นไ- เฮ้ย ๆๆๆ”
ยังไม่ทันที่บอลด์วินจะได้สั่งให้สหายของเขาขึ้นไปเทเลพอร์ตเอาฟินตันลงมาหาพวกเขา
ฟินตันก็ถูกคนหลายคนดึงเข้าในตัวอาคาร
ห่างจากตัวหน้าต่างที่ทำให้พวกเขาที่อยู่ด้านนอกมองเห็นได้ชัด
ท่าทางการขัดขืนที่พยายามดิ้นนั้นบอกได้เป็นคำเดียวเท่านั้น
พวกเขาต้องรีบไปช่วยฟินตันเดี๋ยวนี้เลย
“ต- ตามข้ามา เดี๋ยวนี้! นอร่า ใช้พลังของเจ้าซ่อนตัวพวกเราเสีย”
ไม่ต้องเวิ่นเว้อให้มากความ
บอลด์วินรู้จักที่แห่งนี้เกือบทุกส่วนเป็นอย่างดี
ในเมื่อทหารบอกว่ามีแขกจำนวนมากมาร่วมพิธี
ก็มีห้องเพียงแค่ไม่กี่ห้องเท่านั้นในพระราชวังที่จะจุคนมากขนาดนั้นได้
และห้องนั้นต้องเป็นท้องพระโรงหลักอย่างแน่นอน
อันเป็นเป้าหมายในการมุ่งหน้าไปของเขา
“ร- รับทราบ”
นอร่ากล่าวตอบรับก่อนที่พวกเขาทั้งสามจะหายไปจากการมองเห็นของใครก็ตามที่ใช้ดวงตาในการมองเห็น
“ถึงเวลาแล้วล่ะนะ เจ้าชายฟินตัน”
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ ไอ้พวกสวะ”
ฟินตันพยายามดิ้นภายในการบังคับตัวให้เดินออกจากห้องไปตามทางเดินเรื่อย
ๆ โดยดันสตันและทหาร
แต่ไม่ว่าจะทำยังไงฤทธิ์ของคริสตัลสีม่วงที่ถูกกรอกใส่ปากไปเมื่อวันก่อนก็ยังมีผลให้เขาหมดแรงอยู่ดี
“ข้าไม่อยากจะทำให้ของสังเวยของค่ำคืนนี้ต้องบอบช้ำ
ฉะนั้นข้าจะทำเป็นหูทวนลมไปก็แล้วกันนะเจ้าชาย หึ”
สายตาของฟินตันมองไปตามทางเดินด้วยหัวใจที่เต้นถี่ขึ้น
ตามเส้นทางแบบนี้แล้ว
เขากำลังถูกพาไปที่โถงพระโรงรองทางด้านทิศตะวันตกไม่มีผิดแน่
และแม้จะแทบไม่มีหวังแล้ว แต่เจ้าชายหนุ่มก็ยังหวังในใจลึก ๆ
ว่าไม่สหายของเขาก็ประชาชนของมอนทาราต้องเข้ามาช่วยเขาได้ทันการแน่นอน
ด้านบอลด์วิน เมื่อวิ่งนำทางมาเรื่อย ๆ
ก็ต้องสงสัยเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้
เพราะหากพิธีนี้มันมีความสำคัญมากขนาดนั้น
แต่ทำไมทหารภายในเขตพระราชวังถึงแทบไม่มีอยู่เลย
แบบนี้มันไม่ต่างอะไรจากตอนที่บอลด์วินเข้ามานั่งเล่นกับฟินตันเลยแม้แต่น้อย
แต่แบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว
เพราะพวกเขาทั้งสามสามารถหลบหลีกการป้องกันเมาได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องเทเลพอร์ตให้เกิดเสียงที่ชวนให้สงสัยเลยแม้แต่น้อย
ใช้เวลาสิบกว่านาทีก็มาอยู่ในโถงทางเดินภายในตัวพระราชวังแล้วเรียบร้อย
และที่สุดหลายทางเดินนี้ก็จะเป็นท้องพระโรงหลักที่เป็นจุดหมายหลายทางแล้ว
“ประตูด้านหน้าน่ะ ด้านหลังคือท้องพระโรงหลัก พวกเจ้าเตรียมตัวไว้”
บอลด์วินบอกไว้ล่วงหน้าขณะค่อย ๆ
กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามโถงทางเดินที่มีการประดับประดาอย่างสวยงามสมการเป็นพระราชวังของอาณาจักร
และแม้ความวิจิตรงดงามจะดึงดูดสายตามากแค่ไหน
แต่นอร่ากับเฟลิกซ์ก็ทำได้เพียงรีบ ๆ มองมันทั้งหมดอย่างผ่าน ๆ
เพียงเท่านั้น
ก็พวกเขาทั้งสองไม่เคยเข้ามาในสถานที่แห่งนี้มาก่อนนี่นา
การได้เห็นอะไรงดงามเช่นนี้อาจจะเป็นครั้งนี้ที่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายก็ได้
แต่ภารกิจที่กำลังทำอยู่ก็คอยเตือนสติและห้ามเอาไว้ก่อนให้กลับไปมีจิตใจจดจ่อกับห้องที่อยู่ด้านหลังประตูบานใหญ่ตรงหน้า
คณะเดินทางทั้งสามหยุดเดินลงที่หน้าประตูสูงชะลูด
ฝ่ามือของบอลด์วินรวบรวมพลังลมเข้าไว้ในมือจนเต็มความสามารถ
เฟลิกซ์เองก็เตรียมแท่งไม้แหลมเอาไว้ในมือแล้วอย่างครบครัน
ส่วนนอร่าเธอหยิบมีดสิ้นของเธอมาถือเอาไว้แล้วเช่นกัน
“พวกเจ้าเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่?”
“ข้าพร้อม”
“ข้าด้วย”
เมื่อได้ยินคำตอบของสหายทั้งสองคน
บอลด์วินก็หลับตาลงและส่งพลังทั้งหมดไปที่หมัดข้างขวา
ส่งมันพุ่งเข้าไปชนกับบานประตูแล้วปลดปล่อยพลังลมทั้งหมดที่รวบรวมเข้าไว้ในนั้นออกมาเต็มที่
ตู้มมมมม!!
ประตูบานใหญ่ถูกทำลายด้วยพลังลมจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายไปตามกระแสลมทั่วไปหมด
เสียงดังกังวานและแรงสั่นสะเทือนสั่นไหวพระราชวังทั้งหมดไปทั่ว
แต่เมื่อพวกเขาทั้งสามเตรียมที่จะโจมตีศัตรูมากมายที่รออยู่หลังกลุ่มฝุ่นนี้
ภาพตรงหน้ากลับเป็นเพียงความว่างเปล่าเพียงเท่านั้น
ฟินตันไม่ได้อยู่ที่ท้องพระโรงหลัก
“อ- อะไรกัน ทำไมไม่มีใครเลยเล่า? บอลด์วิน เจ้ารู้ทางจริง ๆ
หรือเปล่าเนี่ย หา?”
เฟลิกซ์โวยวายแล้วเดินเข้าไปเตะขาตั้งหลอดไฟหลอดหนึ่งล้มลงจนเกิดเสียงแก้วแตกดังไปทั่ว
แล้วในตอนนั้นนั่นเองที่เสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา
เสียงระเบิดได้ดึงดูดศัตรูมาหาพวกเขาแล้ว
“ไม่มีทาง คนตั้งมากมาย มันก็มีเพียงที่นี่... และ... โถงพระโรงรอง!
ไม่ผิดแน่ ตามข้ามาเดี๋ยวนี้เลย!”
เมื่อรู้ตัวว่ามาผิดที่ บอลด์วินก็รีบวิ่งนำทางไปทันที
และแน่นอนว่าถูกขวางเอาไว้โดยเหล่าทหารมากมายตรงหน้าในชุดเครื่องแบบสีดำแซมม่วง
“พวกเจ้าคือใคร แสดงตนเดี๋ยวนี้!”
ทหารนายหนึ่งตวาดเสียงดังลั่น แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ
มีเพียงเสียงกัดฟันกรอดของบอลด์วินเท่านั้น
“ข้าบอกให้พว- อ๊าก!!”
ฟึ่บ ๆๆๆๆๆ
เสียงของการเทเลพอร์ตจำนวนมากดังขึ้นพร้อมกับทหารที่ล้มลงดิ้นกับพื้นด้วยความทรมาน
บ้างก็เอนล้มลงโดยไม่มีโอกาสได้ร้องจากความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
พลังเทเลพอร์ตของเฟลิกซ์ยังคงเป็นไพ่ไม้ตายของพวกเขาอยู่
นอร่ากับบอลด์วินอาศัยจังหวะที่เกิดความสับสนนี้ใช้พลังให้ตำแหน่งภาพของเธอและบอลด์วินผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
ก่อนจะช่วยกันพุ่งเข้าไปโจมตีกับศัตรูตรงหน้าด้วยดาบภายในมือ
แถมในครั้งนี้บอลด์วินยังได้ใช้ดาบสองเล่มเป็นครั้งแรกด้วย
ต้องขอบคุณฟินตันที่ฝากดาบเก็บไว้กับเขา
เลยทำให้มีโอกาสได้โจมตีศัตรูเป็นสองเท่าของปกติได้
และนั่นทำให้ไม่นานพวกเขาก็สามารถจัดการเส้นทางข้างหน้าให้พอที่จะฝ่าไปได้ได้
“วิ่งตามข้ามา เดี๋ยวนี้!”
“โอ้เหล่าสหายของข้า ได้โปรดอย่าเป็นกังวลไป
แค่เสียงของสัตว์ชั้นต่ำภายนอกเป็นเท่านั้น ในอีกไม่นานแล้วที่พวกเรา
เหล่าจอมเวทจะได้ครองแผ่นดินทั้งหมดนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ข้าขอแนะนำให้พวกเจ้ารู้จักกับ เจ้าชายฟินตัน แฮเซินสตาร์ก”
หลังเสียงระเบิดดังที่สั่นคลอนพระราชวังทั้งหลังไป
คีย์รันก็รีบกล่าวให้แขกในพิธีของเขาสบายใจโดยเร็ว
ก่อนที่จะเดินมาเปิดผ้าคลุมจากเตียงที่คลุมฟินตันที่ถูกมัดติดเอาไว้อยู่ออก
สร้างเสียงฮือฮาดังก้องไปทั้งท้องพระโรงแห่งนี้ทันที
“ไอ้เจ้าวูลแฟรมมันได้ริบทรัพย์สมบัติของพวกเขาเหล่าจอมเวทเอาไว้หลังห้องลับที่มีล็อกเวทมนตร์
ช่างน่าขำยิ่งนักไม่ใช่หรืออย่างไรกัน ฮ่ะ ๆ
แล้วมันก็ได้อนุญาตให้เพียงผู้ที่มีสายเลือดแฮเซินสตาร์กเท่านั้นที่จะเปิดมันได้
ซึ่งในวันนี้ข้าจะนำพวกเจ้าทุกคนไปเปิดมันด้วยกุญแจชิ้นนี้”
ฟินตันมองคนมากมายด้านหน้าเขาอย่างตื่นตระหนก
ไม่ว่ายังไงเขาก็คงต้องจบลงตรงนี้แล้วแน่นอน
น้ำตากำลังเริ่มรื้นขึ้นมาที่ตา น่าเสียดายจริง ๆ
ที่แม้จะพยายามมากอย่างถึงที่สุดแล้ว
แต่นี่ก็คือไกลที่สุดที่เขาจะมาได้
“ฟินตัน...”
แล้วนี่ยังมาประสาทหลอนได้ยินเสียงของนอร่าอีก แต่...
ภาพตรงหน้าคือนางไม่มีผิดแน่ หรือว่า...
“เงียบ ๆ เอาไว้ ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว”