the tale of the wind knight and the fire prince by: kritzy_8 co-planning by: naiya & monk

Chapter 26 - นานมาแล้วนะ มอนทารา

Trigger warning: This chapter contains the mention of blood, anesthetics, and torture.
 
“อึก…”
หลังจากได้สติจากการสลบไปนานเพราะเวทมนตร์ เจ้าชายหนุ่มก็ค่อย ๆ กลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาลอันเหนื่อยล้าค่อย ๆ ลืมขึ้นทีละน้อย อาการเวียนหัวยังคงอยู่เลยทำให้ภาพที่เห็นหมุนส่ายไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้เท่านั้นที่เป็นสิ่งเดียวที่ฟินตันรับรู้ได้อย่างชัดเจน
“ยินดีต้อนรับกลับสู่มอนทาราขอรับ เจ้าชายฟินตัน”
สันหลังของฟินตันเย็นวาบในขณะที่ภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทีละนิดเมื่อร่างกายเริ่มที่จะปรับตัวได้ เสียงเช่นนี้และใบหน้าแบบนี้…
“คีย์รัน…”
“หึ กระหม่อมดีใจที่พระองค์ทรงจำกระหม่อมได้นะขอรับ”
ฝ่าเท้าของคนตรงหน้ายกขึ้นมาบังคับให้ใบหน้าของฟินตันหันไปทางซ้ายและขวาเพื่อเป็นการสำรวจตามใจชอบ รองเท้าหนังที่สัมผัสกับใบหน้าของผู้เป็นเจ้าชายนี้ช่างขัดกับคำพูดของผู้พูดอย่างกับคนละขั้ว แต่ฟินตันจะไปทำอะไรได้ ร่างกายของเขาส่วนอื่นที่ไม่ใช่ศีรษะกับมือมันไม่ตอบสนองใด ๆ เลยกับคำสั่ง
“เจ้าต้องการอะไร?”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นถามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าในชุดเครื่องแบบสีดำล้วน ดวงตาของฟินตันจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ไหน ๆ ทุกอย่างมันก็ดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว จะมามัวแต่กลัวเพราะเรื่องราวในอดีตก็คงจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา
“ก็เลือดของเจ้าน่ะสิ”
“ห- หา?!”
คำตอบที่ได้ทำให้เจ้าชายหนุ่มตกใจ เหตุใดกันคนคนนี้ถึงต้องการเลือดของเขาและเอาไปทำอะไร มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยไม่ใช่หรือยังไงกัน
“ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังเอง…”
 
 
ปี 1800 (2 ปีก่อนหน้าการยึดอำนาจของคีย์รัน)
 
“ขอบใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าที่ดีเลิศมาตลอดนะ คีย์รัน”
หลังจากรับฟังรายงานของการปราบปรามหนึ่งในกลุ่มหัวรุนแรงที่สนับสนุนฝ่ายเวทมนตร์จบ วูลแฟรมก็กล่าวและตบไหล่คนข้าง ๆ เบา ๆ ก่อนจะเดินไปที่ด้านหนึ่งในห้องทำงานของเขา ณ พระราชวังใจกลางนครหลวงของอาณาจักร วัตถุที่เกือบจะไร้สีแต่สร้างแสงสีส้มยามที่ต้องกับแสงอาทิตย์ถูกหยิบไปด้วย ของชิ้นนี้เป็นหนึ่งในสิ่งของสำคัญที่ยึดมาได้จากกลุ่มผู้หวังจะโค่นล้มอำนาจของเขา นิ้วมือของผู้เป็นพระราชาสัมผัสลงบนแผ่นหินแผ่นหนึ่งที่มองเผิน ๆ ก็ดูเหมือนเป็นเพียงแผ่นหินอ่อนที่ปูประดับผนังเหมือนกับที่อื่น ๆ ในพระราชวังนี้ แต่ทันทีที่ความรู้สึกเจ็บเล็กน้อยเกิดขึ้นที่ปลายนิ้ว ก็ปรากฏตัวอักษรกึ่งโปรงใสลอยขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ที่มา
‘การยืนยันเสร็จสมบูรณ์ ยินดีต้อนรับท่านวูลแฟรม แฮเซินสตาร์ก’
เมื่อตัวอักษรดังกล่าวจางหายไปในอากาศ กำแพงของห้องทำงานที่เรียบสนิทก็ยุบเข้าไปและเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นช่องทางเดินลับที่ถูกซ่อนเอาไว้อยู่่เบื้องหลัง
เมื่อเดินเข้ามาภายใน คีย์รันพบว่าทางเดินนี้ยาวทอดออกไปไกลเกินกว่าที่จะเป็นไปได้สำหรับโครงสร้างของพระราชวัง ซึ่งไม่ต้องถามเจ้าตัวก็สามารถสัมผัสได้ด้วยตนเองว่าช่องทางลับนี้สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์
ช่างน่าขำเสียยิ่งกว่าอะไร ผู้ที่สนับสนุนพลังจิตอย่างออกหน้าออกตาเช่นกษัตริย์ของโคโลเนียกลับใช้เวทมนตร์ในการปกปิดบางอย่างเอาไว้จากผู้คนภายนอก
แต่เมื่อคีย์รันได้เดินตามหลังวูลแฟรมเข้ามาจนสุดทางแล้ว สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าก็ทำให้ความสงสัยทั้งหมดมลายหายสิ้นไปกับอากาศ กลายมาเป็นความรู้ใหม่ที่เริ่มก่อตัวแทนที่ เพราะสิ่งของมากมายตรงหน้านอกจากจะมีคริสตัลสีส้มระดับสูงสุดเท่าที่เคยเห็นและสัมผัสมาทั้งชีวิต อันจะเป็นแหล่งมานาชั้นเลิศให้กับผู้ใช้เวทแล้ว อาวุธเวทมนตร์ที่เรียงรายอยู่เต็มห้องไปหมดก็ดึงดูดสายตาของผู้บัญชาการทัพผู้นี้เหลือเกิน
ในมุมมองของคนทั่วไปแล้ว คริสตัลสีนี้เป็นสิ่งที่ไร้ค่า เนื่องจากมันนั้นไม่มีคุณสมบัติใด ๆ ต่อพวกเขาเลย ไม่เหมือนกับคริสตัลสีแดงที่ให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว หรือคริสตัลสีเหลืองที่ใช้เป็นแสงสว่างในอาคารและท้องถนนในยามค่ำคืน แต่กลับจอมเวทเช่นคีย์รันแล้ว คริสตัลสีส้มคือแหล่งที่มาของมานาชั้นยอดที่อัดเก็บสะสมมาแล้วจากธรรมชาติในผลึกแร่เหล่านี้
ความโลภที่เริ่มก่อตัวภายในจิตใจมันทำให้คีย์รันอยากจะได้มันมากทั้งหมด ทุกชิ้น ทุกเศษเสี้ยว ทุกอย่างที่อยู่ภายในห้องลับนี้ ถ้าหากได้ทั้งหมดนี่มาครอบครอง อย่าว่าแต่โคโลเนียหรือทวีปยูโรปาทั้งทวีปเลย แม้แต่โลกทั้งใบก็ย่อมยอมสยบศิโรราบแทบเท้าของเขาอย่างแน่นอน การเป็นจอมเวทที่ปกครองทั้งโลก ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์องค์ใดในหน้าประวัติศาสตร์ ใครกันเล่าหากมีโอกาสจะไม่ยอมคว้าเอาไว้
 
“นี่เป็นห้องเก็บเหล่าคริสตัลสีส้มและอาวุธเวทมนตร์ทั้งหมดของอาณาจักร อย่างที่เจ้าน่าจะสัมผัสได้ ห้องลับนี้สร้างขึ้นด้วยเวทอันแกร่งกล้า เพราะข้าจะไม่ยอมให้เหล่าจอมเวทมามีอำนาจเหนือกว่าพลังจิตเป็นอันขาด พลังวิเศษเหล่านี้มันควรอยู่กับผู้ที่พระเจ้าคัดเลือกเท่านั้น มิใช่ใครก็ได้ที่อยากจะทัดเทียมผู้ที่ได้รับพระพรอันศักดิ์สิทธิ์”
แม้จะรู้สึกโกรธกับคำพูดของผู้ปกครองผืนแผ่นดินที่เป็นบ้านของเขา แต่คีย์รันก็ต้องอดทนและทำตัวนอบน้อมเข้าไว้ เขาไต่เต้ามาสู่จุดนี้ในชีวิตได้ก็เพราะความสามารถส่วนตัวล้วน ๆ และถึงแม้จะเป็นผู้ใช้เวท แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ทำให้ผู้บัญชาการกองทัพคนนี้ขึ้นมามีอิทธิพลในแวดวงของการทำสงครามแม้แต่น้อย ความสามารถในการต่อสู้ด้วยอาวุธต่าง ๆ ต่างหากคือตัวแปรสำคัญ
“เรื่องนี้มีผู้ใดรู้บ้างหรือขอรับ?”
จากการคาดเดา เรื่องที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ต้องถูกเหยียบเอาไว้เป็นความลับขั้นสุดยอดของอาณาจักรแน่นอน หากเรื่องมันหลุดออกไป โคโลเนียจะต้องลุกเป็นไฟแน่ ๆ โดยเฉพาะจากอาณาจักรข้างเคียงนามแฟแลนเดรีย
“นอกจากเจ้า ก็มีเฟรยา กับอัลดริช แล้วก็กันเธอร์ เจ้าถามทำไมหรือ?”
วูลแฟรมว่าแล้วก็โยนคริสตัลสีส้มคุณภาพดีเลิศในมือลงบนกองวัตถุเดียวกันที่กองอยู่เป็นเนินเล็ก ๆ ขนาดย่อมโดยไม่ไยดี แล้วด้วยแบบนั้นนั่นเองที่ทำให้มันแตกออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ และมีเศษเล็ก ๆ กระจายไปรอบ ๆ
เสียของสิ้นดี
“กระหม่อมแค่สงสัยว่า บอกเรื่องนี้ให้กระหม่อมทราบทำไมหรือขอรับ?”
“ข้าไว้ใจเจ้า เจ้าเป็นคนที่มีความสามารถ ใช่หรือไม่เล่า?”
 
“น่าเสียดายที่ท่านพ่อของเจ้ายังไม่ได้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟัง ก็ตายไปเสียก่อนแล้ว ซึ่งข้าก็บังเอิญฆ่าแม่และพี่น้องของเจ้าไปสิ้นแล้วด้วย เลยไม่สามารถเปิดห้องลับบ้านั่นได้ แต่พระเจ้าก็ส่งเจ้ามาหาข้า”
“อึก-”
ความโกรธแค้นภายในใจลุกโชนจนขึ้นมาแสดงผ่านสีหน้ายามที่คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดกล่าวถึงครอบครัวผู้ล่วงลับของเจ้าชายหนุ่ม แล้วแม้อยากจะลุกขึ้นไปชกหน้าอีกฝ่ายเสีย แต่ร่างกายก็ยังไม่ฟื้นตัวเสียที
“อ๊ะ อย่าดิ้นไปเลย มันไม่มีประโยชน์หรอกนะ แล้วก็เลิกหวังว่าเสียว่าสหายของเจ้าจะมาช่วย ณ เวลานี้พวกมันคงเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาเองล่ะมั้ง กว่าจะฝ่ากองกำลังของข้าเข้ามาได้ถึงนี่ ในตอนนั้นฟินตัน แฮเซินสตาร์ก ก็คงกลายเป็นแค่ชื่อในบันทึกทางประวัติศาสตร์ในนามของเชื้อพระวงศ์พระองค์สุดท้ายที่สิ้นชีพไปแล้วล่ะ หึ ๆๆๆ”
คำพูดและสายตาที่เหยียดหยามมองลงมานี่คนที่นั่งพิงกำแพงเย็น ๆ อยู่ ฝ่าเท้ายังคงเขี่ยส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผู้สูงศักดิ์ไปมาดั่งของเล่นที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจอยาก
“แกนี่มัน!!”
ซูม!
“ไอ้ชาติหมานี่!”
ผลั่ก!
ฟินตันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีในการสร้างลูกไฟพุ่งออกไปหาคนตรงหน้า แต่เพราะความอ่อนแรงมันจึงทำให้คีย์รันสามารถหลบได้ ก่อนที่เสี้ยววินาทีต่อมาลูกไฟของเขาจะบิดเบี้ยวและหายไปจากอากาศอย่างรวดเร็ว ในตอนนั้นที่มองไปด้านหลังของคีย์รันอันประตูห้องและพบเข้ากับบุคคลอีกคนที่เป็นผู้ดับเปลวเพลิงของเขา ยังไม่ทันที่จะประเมินว่าคนคนนั้นใช่ดันสตันหรือไม่ ปลายรองเท้าหนังสีดำก็พุ่งขึ้นมากระแทกกับกรามด้านขวาของฟินตันจนศีรษะของเขาเหวี่ยงไปกระแทกกับผนังห้อง รสชาติแปลก ๆ เกิดขึ้นในปากพร้อมกับของเหลวที่เป็นที่มาของรสชาตินั้นค่อย ๆ ไหลออกมาหยดไปทั่ว
“ค- แค่ก ๆ”
“ดันสตัน เอาของที่ข้าเตรียมไว้มานี่เดี๋ยวนี้!”
ระหว่างกำลังไอค่อกแค่กเพราะทั้งแรงกระแทกและเลือดที่กบปาก ผู้ปกครองอาณาจักรก็สั่งให้มือขวาของเขาส่งถุงผ้าอันหนึ่งมาให้ ก่อนจะเดินกลับมาย่อตัวลงต่อหน้าฟินตันแล้วเริ่มล้วงเอาของในนั้นออกมาไว้ในมือ
“ท่านคีย์รันจะทำจริงหรือขอรับ? ปริมาณขนาดนั้น… จะไม่มากเกินไปใช่ไหมไม่ขอรับ?”
ในฝ่ามือที่ล้วงออกมาจากถุงผ้ามีคริสตัลสีม่วงอยู่จำนวนหนึ่งกำมือ ฟินตันไม่ทราบเช่นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่จากการที่แม้แต่ดันสตันยังเตือนเจ้านายของตนแล้วนั้น คงจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าใดนัก
“ข้อมูลบ่งชี้ว่าไอ้สัตว์นรกนี่มัน level 5 เจ้าก็เห็นว่าเมื่อครู่มันยังมีแรงมาจะต่อกรกับข้า จวนจะสิ้นสภาพขนาดนี้แล้วยังกล้าจะขัดขืนอีก สำเหนียกตัวเองบ้างไม่เป็นเลยหรือยังไงกัน!”
ตุ้บ!
“แอ่ก! แฮก… แฮ่ก…”
แค่ได้ยกมือขึ้นมาปาดเลือกออกจากริมฝีปาก ฟินตันก็โดนรองเท้าแข็งเตะเข้าใส่ที่ท้องไปอีกคนล้มลงนอนกับพื้น ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วจากบริเวณที่โดนกระแทก ช่องปากถูกบังคับให้อ้าออกเพื่อให้ของเหลวสีแดงกระอักออกมาได้ ลมหายใจหอยเหนื่อยส่งเสียงดังไปทั่วทั้งห้อง ตาเริ่มพร่ามัวบ้างเป็นพัก ๆ มันจะแย่ไปมากกว่านี้ได้อีกจริงหรือ?
“ต- แต่ว่า…”
“หุบปากของเจ้าเสียดันสตัน แล้วออกไปเตรียมการต้อนรับแขกของข้า วันพรุ่งนี้เมื่อดวงจันทร์ที่มืดทั้งดวงลอยเด่นเหนือน่านฟ้า ข้าและอาณาจักรจะเกิดใหม่”
“รับทราบขอรับ”
พอเสียงฝีเท้าของคนอีกคนเดินห่างออกไป มือของคีย์รันเอื้อมมาดึงเส้นผมของฟินตันจนศีรษะลอยขึ้นมาตาม ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าของเจ้าชายหนุ่มบิดเบี้ยวไปมา แต่ก็ไร้ซึ่งแรงจะตอบโต้ใด ๆ แล้วปากที่หายใจหอบอยู่ก็โดนกรอกคริสตัลสีม่วงจำนวนมากลงคอไป มันมากจนดวงตาของฟินตันเบิกกว้างออกเพราะเขาอยากจะอ้วกมันออกมา มันอึดอัด บาดลำคอ และค่อย ๆ กำลังเริ่มออกฤทธิ์ทีละหน่อยภายในตัวของเขา
ทันทีที่ทุกเศษเสี้ยวของคริสตัลสีม่วงในฝ่ามือของคีย์รันถูกยัดเยียดให้ถูกกลืนลงไปในร่างกายของฟินตันจนหมดแล้ว ฝ่ามือที่กำเส้นผมเอาไว้ของเขาก็ปล่อยออก ศีรษะของร่างที่ไร้เรี่ยวแรงหล่นลงสู่พื้นทันทีพร้อมกับไอออกมาเพื่อหวังจะอาเจียนทุกอย่างเมื่อครู่ออกมา แต่ก็ไม่เป็นผลใด ๆ เพราะมันกำลังออกฤทธิ์แล้ว
“แล้วพรุ่งนี้เจ้าจะได้เป็นสักขีพยานกับหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ของโลก ข้าจะกรีดคอแล้วเอาเลือดของเจ้าไปเปิดห้องลับนั่นเสีย ข้าก็จะได้ครองโลกทั้งใบ ราตรีสวัสดิ์ขอรับท่านเจ้าชาย หึ”
 
“ไม่จริง…”
คริสตัลสีม่วงมีฤทธิ์ในการดูดซับพลังในหยาดหยดของผู้ที่สัมผัส แม้จะไม่ได้รุนแรงเท่ากับคริสตัลสีดำ แต่การรับประทานเข้าไปโดยตรงสู่ร่างกายแล้วจะก่อให้เกิดพิษขึ้นในระบบเลือด อันจะทำให้ไม่สามารถใช้งานพลังจิตได้ รวมไปถึงร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง
ฟินตันพยายามชันตัวเองลุกขึ้นยืนช้า ๆ แต่เพราะความเจ็บปวดที่มีกับฤทธิ์ของคริสตัลสีม่วงในตัวแล้ว ทุกการขยับมันช่างทำได้ยากราวกับกำลังพยายามที่จะดันเกวียนหนักขึ้นภูเขาชัน มือบางพยายามล้วงเข้าไปในลำคอลึกขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหวังจะทำให้ตัวเองอาเจียนออกมาซ้ำอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ
“แค่ก- แหวะ… แอ่ก… อึก- บ้าเอ๊ย!”
หลังอาเจียนเอาทุกอย่างออกมาฟินตันก็ทรุดลงกับพื้น คริสตัลสีม่วงที่ออกมาจากตัวของเขามันน้อยกว่าที่คีย์รันกรอกใส่ปากเขาพอสมควร จะว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันกับเรื่องนี้ เพราะถึงอย่างน้อยร่างกายจะไม่ได้ดูดซับเข้าไปมากจนอาจถึงตาย แต่ก็ยังเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายที่ไม่ฟังคำสั่งอยู่แล้วแย่ลงไปใหญ่
ร่างกายที่บอบช้ำค่อยพยายามใหม่อีกครั้งในการพาตัวเองลุกขึ้นไปที่เตียงไม้ไม่ไกล ดูจากสภาพของห้องที่เขาอยู่ในตอนนี้แล้ว แม้จะผ่านมาถึงหกปีจากครั้งล่าสุดที่ได้เดินสัมผัส รวมกับทิวทัศน์ที่ชวนให้คิดถึงจนน้ำตาเอ่อขึ้นมาที่ขอบตานอกหน้าต่าง ที่นี่คือปีกอาคารของพระราชวังชั้นในไม่ผิดแน่นอน และห้องนี้เป็นห้องพักของคนรับใช้ในพระราชวังที่อยู่ไม่ไกลไปจากห้องสมุดหลักที่เขาเคยใช้เป็นที่เรียนหนังสือสมัยยังเด็ก
“ท- ท่านพ่อ… ท่านแม่… พี่- อ- อัลดริช… พี่บริจิด… ไค… ไอริช- แฮ่ก… ข้ากลับมาหาพวกท่านและพวกเจ้าแล้วนะ”
 
ตู้ม!
 
ขณะที่กำลังน้ำตาไหลออกมาทีละหน่อยกับความรู้สึกที่ท่วมท้น ทั้งสิ้นหวัง อบอุ่น และคิดถึงไปในคราวเดียวกัน แรงสั่นสะเทือนพร้อมด้วยเสียงดังก็เคลื่อนผ่านค่ำคืนของนครหลวงมาแต่ไกล เมื่อลองเหลือบตาจากการมองพื้นอย่างเหนื่อยล้าไปที่หน้าต่าง กลุ่มวันจากหนึ่งในหอคอยเวทมนตร์ที่อยู่ห่างออกไปไกล ๆ ก็พวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้นด้วยความหวังเล็ก ๆ ภายในใจ
ประชาชนก็กำลังสู้ร่วมกับเขาอยู่เช่นกันนี่นา แม้แต่ในที่ที่เป็นศูนย์กลางทางการปกครองอย่างมอนทาราเอง ฉะนั้นจะยังสิ้นหวังในตอนนี้ไม่ได้
 
“บ- บอลด์วิน เจ้าตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เมื่อขยับตัวได้และเริ่มที่จะหายวิงเวียนศีรษะ ชายหนุ่มที่มีกระที่ใบหน้าก็ค่อย ๆ คลานเข้าไปเขย่าสหายของเขาด้วยแรงที่มีให้ตื่นขึ้นมา เฟลิกซ์แม้จะได้รับผลจากเวทมนตร์ไม่มากเท่าคนอื่นด้วยเหตุผลที่ไม่ทราบได้ จนได้มองเห็นเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสหายของเขาที่เป็นผู้นำทัพ แต่ก็ไม่อาจจะตอบโต้อะไรได้นอกจากใช้สายตาที่มัวบ้างเป็นพัก ๆ ในการจ้องมองเป็นเท่านั้น ฉะนั้นพอได้สติและแรงกลับคืนมาบ้างแล้ว เขาจึงรีบมาเขย่าตัวสหายตั้งแต่เด็กของเขาทันที
“ไอ้บ้านี่ ตื่นเสียทีสิวะ”
“ข้าเองเฟลิกซ์”
ผลัวะ!
“ห- หืม อะไรกัน เกิดอะไร- ไม่สิ ฟินตันล่ะ?!”
หลังจากได้หมัดของนอร่าที่เดินมาร่วมปลุกด้วยไปไม่แรงมากเท่าใดนักคนตาสีฟ้าก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และสิ่งแรกที่ถามก็ไม่ใช่แม้แต่ความเป็นอยู่ของตัวเองเลย แต่กลับเป็นคนที่ก่อนจะหมดสติไปเจ้าตัวเห็นว่าคนคนนั้นล้มลงไอค่อกแค่กกับพื้น ยิ่งมองดูรอบ ๆ ตัวแล้วไม่เห็นคนที่ถามหา บอลด์วินก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตะวันตกดินไปแล้วยิ่งอันตราย ฟินตันหายไปที่ไหนกัน?
“เจ้าใจเย็นแล้วฟังข้าก่อนนะ ฟินตันถูกคีย์รันจับตัวไป ข้-”
“หา!!? ที่ไหน? ตอนไหน? ข้าจะต้องตามไ- อึก...”
 บอลด์วินที่ได้ยินว่าคนที่เขารักถูกจับตัวไปก็ยั้งตัวเองไว้ไม่อยู่ เขาพยายามจะลุกขึ้นยืนแม้ว่าศีรษะจะวิงเวียนอยู่จากฤทธิ์ของหมอกเวทมนตร์ จนสุดท้ายก็ฝืนร่างกายของตนเองไม่ไหวและกลับลงไปนั่งกับพื้นดังเดิม ส่วนนอร่าที่ยืนได้แล้วพอรู้ข้อมูลดังกล่าวก็พยายามสงบจิตของตนเองเอาไว้ แล้วจึงมองหาเหล่าผู้นำทัพที่เหลืออยู่โดยเฉพาะอัลเบิร์ต
“ใจเย็น ๆ ข้าบอกแล้วอย่างไร ร่างกายของเจ้ายังไม่สิ้นากฤทธิ์ของหมอกเวทมนตร์ดี ตอนนี้ฝืนไปก็มีแต่จะส่งผลเสียเปล่า ๆ”
เฟลิกซ์ว่าไปก็พยายามกดตัวสหายของเขาให้นั่งลงกับพื้นเอาไว้นิ่ง ๆ ส่วนนอร่าพอเห็นคนที่มองหาก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาอย่างรีบร้อน
“คุณอัลเบิร์ต เฟลิกซ์แจ้งดิฉันว่าฟินตันถูกคีย์รันจับตัวไปค่ะ ตอนนี้มีเพียงคุณที่จะนำทัพแล้ว”
“หา... พระเจ้าช่วย ไม่จริงใช่ไหมบอกข้าที?”
เป็นความจริงที่ใครต่อใครพอได้ยินก็ต่างอุทานออกมาและมีแววตาต่างออกไป ความสิ้นหวังค่อย ๆ แผ่ไปในเหล่าผู้คนที่ค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา และด้วยยามวิกาลที่เป็นอยู่ในตอนนี้ รวมกับความเหนื่อยล้าของกองทัพทั้งหมด พวกเขาทั้งสองหมื่นชีวิตจึงไม่อาจทำอะไรไปได้นอกจากตั้งค่ายพักแรมแบบง่าย ๆ เพื่อรอเวลาเช้า
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทนได้
 
“พวกเจ้าจะปล่อยให้ฟินตันไปอยู่กับศัตรูแบบนั้นอีกนานแค่ไหนกัน? ถ้าหากเราออกเดินทางช้าเท่าไร โอกาสที่จะได้เขาคืนมาก็น้อยลงไปเท่านั้น พวกเจ้าเข้าใจถึงผลที่จะตามมาใช่ไหมไม่ หา?”
บอลด์วินโวยวายเสียงดังในเต็นท์บัญชาการ เขาอยากจะพุ่งออกไปช่วยฟินตันกลับมา หรือไม่ก็ทำลายศัตรูให้สิ้นซากไปเสียงคนเดียวให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็โดนเหล่าสหายของเขาห้ามเอาไว้ตลอด
“เจ้าช่วยแหกตาดูข้างนอกนั้นให้ดีเสียก่อนได้หรือไม่? ม่านหมอกบ้านั่นยังตั้งตระหง่านอยู่เช่นนั้น เจ้าจะทำเช่นไร? ใช้พลังของเจ้าพัดมันไปหรือยังไงกัน?”
และคนที่นำการห้ามปรามบอลด์วินก็ไม่ใช่ใครไปกว่าสหายที่รู้จักมาตั้งแต่ก่อนจะรู้จักกับฟินตันอย่างเฟลิกซ์ ท่ามกลางเหล่าทหารที่แม้จะเป็นหนึ่งในคณะผู้นำทัพ แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะพูดอะไรมากกับคนคนนี้ หนึ่งในคนที่ฟินตันปฏิบัติตัวใกล้ชิดมากที่สุด และอีกฝ่ายเองก็ปฏิบัติตัวกับคนที่เป็นเจ้าชายอย่างสนิทสนมจนใครใครก็ดูออกว่าต้องเป็นคนที่น่าจะมีความสำคัญมากต่อแม่ทัพขอพวกเขา ฉะนั้นการจะไปขัดอะไรบอลด์วินก็ไม่ต่างอะไรไปจากการขัดฟินตันเลย
เว้นก็แต่เฟลิกซ์กับนอร่าเท่านั้นที่ไม่ได้มองบอลด์วินเช่นนั้น ยิ่งกับเฟลิกซ์ที่รู้จักกับคนผมสีดำนี้มาตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ค่อยออกและมีลายมือไม่ต่างอะไรไปจากไก่เขี่ย ทำไมกันที่เขาจะไม่กล้าตวาดกลับหากอีกฝ่ายไม่มีสติแบบนี้
“พลัง... ใช่แล้ว! เราลองหมดแล้ว ยกเว้นเทเลพอร์ต เฟลิกซ์...”
โดยไม่ทันตั้งตัว จู่ ๆ บอลด์วินก็ได้ความคิดอยากจะทดลองอะไรบางอย่าง หากไฟของฟินตันไม่สามารถผ่านหรือทำลายหมอกนั้นได้ เราก็แค่ต้องอ้อมไป หรือทะลุผ่านไปด้วยวิธีการอื่นเท่านั้น และเฟลิกซ์ที่มีพลังเทเลพอร์ตก็คือคำตอบ
“หา! เจ้าจะบ้าหรือ? แค่เทเลพอร์ตคนสองสามคนข้าก็เหนื่อยแล้ว แล้วนี่ทัพเรามีตั้ง...”
“สองหมื่นนายขอรับท่านเฟลิกซ์”
“ใช่ สองหมื่น เจ้าจะฆ่าข้าหรือไงกัน?”
ดีที่ได้อัลเบิร์ตกล่าวเสริมให้ คำพูดของเฟลิกซ์เลยสามารถพูดได้จบ ซึ่งก็จริงดังที่ชายหนุ่มผมสีทองกล่าว เทเลพอร์ตเป็นพลังที่หากใช้กับตนเองหรือวัตถุขนาดไม่ใหญ่แล้วจะไม่ได้กินแรงจากร่างกายต่างจากพลังอื่น ๆ แต่หากใช้งานต่อเนื่องหรือใช้งานกับวัตถุที่มีขนาดใหญ่หรือมีจำนวนที่มากแล้ว มันจะเป็นหนึ่งในพลังจิตที่เสีเปรียบสุด ๆ เลยหากเทียบกับพลังอื่น ผู้ที่ใช้มันจะเหนื่อยอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้มีโอกาสที่จะเทเลพอร์ตผิดพลาด อันจะนำมาสู่การบาดเจ็บหรือสูญเสียอีก ยิ่งในกรณีที่บอลด์วินพูดถึงนี้คือการเทเลพอร์ตคนที่มีชีวิตอีก
“ก็ไม่ใช่ว่าข้าจะให้เจ้าเทเลพอร์ตทั้งสองหมื่นคนเสียหน่อย...”
 
“แน่ใจแล้วหรือขอรับท่านบอลด์วิน?”
“อื้อ ข้าไว้ใจพวกเจ้า และพวกเจ้าก็ควรไว้ใจในตัวข้าเช่นเดียวกัน”
บอลด์วินเล่าแผนการของเขาให้กับเหล่าผู้บัญชาการทัพทราบถึงรายละเอียด โดยในคราวนี้จะมีเพียงเขา เฟลิกซ์ และนอร่าเท่านั้นที่จะนำหน้าไปชิงตัวฟินตันจากคีย์รันในตัวเมืองหลวงก่อน จากข้อมูลทั้งหมดที่พวกเขามีแล้ว การต่อต้านจากประชาชนกำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกชั่วโมงที่ผ่านไป ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะมีพลังแกร่งกล้าแค่ไหนก็ต้องยอมสยบต่อแรงของคนหมู่มากอยู่ดี และหากถึงตอนนั้นแล้ว พวกเขาจะอาศัยจังหวะในการสร้างความเสียหายทางกายภาพให้แก่คีย์รันและหอคอยเวทมนตร์ที่อยู่ระหว่างโคเบลนซ์และมอนทาราเสีย ในตอนนั้นม่านหมอกเวทนี้ก็น่าจะอ่อนแรงลงจนกองทัพที่เหลือสามารถเดินหน้าผ่านมาได้เอง และรวมปลดปล่อยอาณาจักรให้กลับสู่รูปแบบเดิมที่มันเคยเป็นเมื่อกว่าหกปีมาแล้วอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ บอลด์วินจึงได้สวมบทบาทและอำนาจแทนคนรักของเขาในการสั่งการให้อัลเบิร์ตเป็นผู้นำทัพนี้แทนพวกเขาทั้งหมด ก่อนจะเตรียมตัวทดลองสมมุติฐานที่เขาสงสัยในใจว่ามันมีหรือไม่กับวิธีการที่จะผ่านกำแพงหมอกตรงช่องเขานั้นไปอีกฟาก
“กระหม่อมไม่ติดอะไรขอรับ ขอท่านจงเดินทางโดนสวัสดิภาพก็เพียงพอแล้ว”
อัลเบิร์ตก้มศีรษะหน่อย ๆ เป็นการบอกลาและให้ความเคารพ แม้จะทราบอยู่ก็ตามว่าพวกคนสามคนตรงหน้านี้เป็นสามัญชนเช่นกัน แต่ขณะเดียวกันก็คือสหายของเจ้าชายของพวกเขา ฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ยังรู้สึกผิดแปลกอยู่ดีถ้าให้พูดด้วยอย่างปกติหรือปฏิบัติตัวราวกับคนทั่วไป
 
เหล่าผู้เป็นสหายของฟินตันทั้งสามคนเดินหน้าไปหาม่านหมอกที่ตั้งขวางปิดกั้นช่องเขาอยู่อีกครั้ง ในครั้งนี้พวกเขาต่างสวมชุดสีเข้มเพื่อให้กลมกลืนไปกับนครโคเบลนซ์ยามค่ำคืน อันจะทำให้เหล่าจอมเวทและเอสเปอร์ที่เฝ้ายามอยู่บนม่านหมอกมองเห็นได้ ตามมาด้วยเหล่าหน่วยหลอกล่อที่ค่อย ๆ เดินตามมาช้า ๆ เพราะไม่รู้เช่นกันว่าเหล่าจอมเวทข้างบนนั้นจะมีใครที่มีความสามารถในการใช้เวทตรวจสอบหรือไม่ รวมถึงพลังจิตที่น่ากลัวที่ได้พบเจอมาก่อนหน้านี้แล้วอย่าง Stalker
เมื่อทั้งสามคนเข้ามาประชิดกับกำแพงหมอก ทัพหลอกล่อขนาดเล็กก็เริ่มที่จะสร้างสถานการณ์วุ่นวายเพื่อดึงความสนใจจากคนของคีย์รันที่เฝ้ายามอยู่ทันทีด้วยทั้งธนู พลังจิต และเวทมนตร์ ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี
“จังหวะนี้แหละเฟลิกซ์”
“แล้ว... ใครจะไปก่อนหรือ?”
เมื่อใบหน้าคมของบอลด์วินหันมาพยักหน้าให้ เฟลิกซ์ก็มีคำถามเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าตำแหน่งที่จะเทเลพอร์ตไปหรืออะไร แต่จะเป็นใครที่จะยอมเสี่ยงเทเลพอร์ตไปเป็นคนแรก เพราะถ้าหากพลาดขึ้นมา อย่างร้ายก็คือตายแน่ ๆ
“ก็...”
สีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของบอลด์วินค่อย ๆ เรียบลง กลายมาเป็นความไม่แน่ใจเมาแทรกแทน
“ข้าเอง เจ้านี่มันใจเสาะเสียจริงบอลด์วิน ข้าจะเอาไปเล่าให้ฟินตันฟังจริง ๆ ด้วยว่าเจ้ามันไม่เหมาะที่จะคบหากับเขา”
ในเมื่อหากไม่ใช่บอลด์วินที่จะถูกเทเลพอร์ตไปอีกฟากก็ต้องเป็นตัวเฟลิกซ์เองที่ต้องยอมเสี่ยงเทเลพอร์ตไปคนเดียว ฉะนั้นนอร่าเธอเลยเสนอตัวของเธอเองพร้อมกับกล่าวว่าสหายของเธอไปทีนึง ส่วนเรื่องที่บอกว่าจะบอกฟินตันนั้น เธอไม่ได้พูดเล่นหรอกนะ
“ก- ก็...”
“ไม่ต้องมาก็อะไรแล้ว เวลามันยิ่งไม่ค่อยมีอยู่ไอ้บ้านี่”
คำพูดที่ติดขัดของบอลด์วินถูกทำให้เงียบไปด้วยเสียงของนอร่า คนผมสีดำเลยได้กลับไปเงียบดังเดิมและผายมือให้นอร่าไปทางเฟลิกซ์
“เช่นนั้นก็เจอกันที่อีกฟากนะ นอร่า”
นอร่าเดินไปยืนข้างเฟลิกซ์และจับมือของคนที่มีกระบนใบหน้าไว้เตรียมรับการเทเลพอร์ต แต่ก่อนอื่นเธอก็สงสัยขึ้นมาก่อน
“ถ้าไปถึงฝั่งนั้นแล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าไปถึงแล้ว?”
“ผู้มีพลังเทเลพอร์ตสามารถรับรู้ตำแหน่งของวัตถุที่ได้รับผลจากพลังของตนได้น่ะ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
พอได้ยินคำตอบของเฟลิกซ์แล้วนอร่าเธอก็พยักหน้าเข้าใจ ไม่ใช่เพราะเฟลิกซ์อ่านหนังสือเกี่ยวกับพลังจิตและเวทมนตร์มามาก แต่เพราะเจ้าตัวมีพลังนี้และกล่าวมันด้วยตนเอง
“เจอกันที่อีกฟากนะพวกเจ้าทั้งสอง”
 
ฟึ่บ!
 
สิ้นเสียงการเทเลพอร์ต นอร่าก็หายไปจากด้านหน้าของเฟลิกซ์ บอลด์วินรีบมองหน้าของสหายของเขาทันทีว่าผลที่ได้เป็นอย่างไร? แม้จะไม่พอใจนักที่โดนนอร่ากล่าวว่าเขาเป็นคนใจเสาะเมื่อครู่ แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะเสียสหายคนนี้ไปเสียหน่อย
“เฟลิกซ์?”
เมื่อเห็นว่าสหายของเขานิ่งเงียบไปได้ระยะหนึ่ง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยการลุ้นระทึกก็โดนความกลัวเริ่มเข้าครอบงำไปทีละน้อยในแต่ละวินาที หรือว่ามันจะไม่สำเร็จกัน? หากเช่นนั้น นอร่าจะ...
“ส- สำเร็จ...”
ฟู่...
ลมหายใจถูกพ่นออกมาอย่างแรงโดยชายหนุ่มทั้งสองคนตรงนั้น ก่อนที่เฟลิกซ์จะเอื้อมมือไปแทบที่ลำตัวของสหายของเขาเพื่อเตรียมเทเลพอร์ตตามนอร่าไป
“พวกเราก็ตามไปกันเถอะ”
 
จบเสียงการเทเลพอร์ตอีกครั้งลง ร่างของทั้งสองคนหายวับจากฝั่งหนึ่งของม่านหมอกมาสู่อีกฝั่งได้อยากปลอดภัย และภาพแรกที่พวกเขาทั้งสองได้เห็นก็คือนอร่าที่ยืนเท้าสะเอวรออยู่พร้อมสีหน้ารำคาญหน่อย ๆ เพราะสุดท้ายแล้วการเทเลพอร์ตก็ผ่านไปได้ด้วยดี
“เย่ สำเร็จ แหะ ๆ”
โป๊ก!
บอลด์วินไม่ทันแม้แต่จะได้หัวเราะแห้ง ๆ จบก็โดนนอร่ามะเงกลงใส่ศีรษะไปทีนึง อย่างที่ว่านั่นแหละ พลังจิตก็เหมือนกับพรที่พระเจ้ามอบให้แก่มนุษย์ และจะมีอะไรกันเล่าที่จะอยู่นอกเหนือความสามารถราวกับพระเจ้าเหล่านี้ของเหล่าผู้ถูกเลือกให้มีความสามารถพิเศษโดยธรรมชาตินี้ ยิ่งโดยเฉพาะกับเวทมนตร์ที่เป็นเหมือนศาสตร์นอกรีตสำหรับผู้อยากจะเทียบเคียงเอสเปอร์อีก
ไม่มีเวลาให้ทั้งสามคนตีกันเท่าใดนัก เพราะอีกไม่นานเหล่าทัพหลอกล่อที่ดึงความสนใจคนบนหมอกไว้ก็จะเริ่มหมดเรี่ยวแรงและถอยกลับไปที่ค่ายพักแรม พวกเขาทั้งสามคนที่แม้จะยังไม่ได้ฟื้นตัวจากฤทธิ์เวทมนตร์ที่ทำให้สลบไปดีนักเลยต้องออกเดินทางเลยทันที มอนทาราอยู่ห่างออกไปแค่วันเดียวเท่านั้นจากการเดินในจุดนี้ ทุกคนต่างหวังเป็นหนึ่งเดียวว่าฟินตันจะรอพวกเขาไหว และไม่เป็นอะไรหรือมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาไปก่อน
“พวกเรากำลังไปนะฟินตัน...”
แล้วพวกเขาทั้งสามที่ได้ข้ามกำแพงหมอกมาแล้วก็หายเข้าไปปนกลมกลืนกับครึ่งเมืองที่เหลือของโคเบลนซ์ มุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่นครหลวงที่พวกเขาสองในสามเคยเรียกว่าบ้านในอดีตที่ผ่านมา