the tale of the wind knight and the fire prince by: kritzy_8 co-planning by: naiya & monk

Chapter 21 - ชมข้ามาก ๆ มันก็เขินนะ

“ที่ผ่านมาข้าก็อยู่ที่นอร์ดมาโดยตลอดเลย แล้วก็เพิ่งจะออกเดินทางมากับคณะเดินทางของข้าเมื่อช่วงก่อนสัปดาห์ System Scan ที่ผ่านมานี่เอง”
ฟินตันหลังจากที่กล่าวคำพูดที่แม้อาจจะดูไม่ได้มีความยิ่งใหญ่ มีความยาวกินใจ หรือใช้ภาษาที่หรูหราดั่งผู้นำคนอื่น ๆ ที่ผ่านมาในหน้าประวัติศาสตร์ แต่คำพูดนั้นก็เข้าถึงประชาชนได้ด้วยความเรียบง่ายของเจ้าตัวผู้พูด อันเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากยิ่งในยุคหลังมานี้
ประชาชนชาวเกียสเซนต่างย่อตัวลงยามที่ผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าชายพูดเล่าเรื่องราวในชีวิตที่เขาหายไปจากสาธารณะ เป็นความเคยชินที่พวกเขาต้องให้ความเคารพแก่ผู้ที่มียศถา ยิ่งในยามที่อาณาจักรถูกปกครองโดยคนที่คลั่งในอำนาจที่ยึดมาด้วยแล้วอีก พวกเขาจึงยิ่งให้ความเคารพแก่ชนชั้นปกครองมากกว่าปกติเพื่อไม่ให้เกิดความไม่พอใจที่จะนำไปสู่ปัญหาได้
การกระทำของผู้ที่อาศัยในเกียสเซนทำให้ฟินตันขมวดคิ้วไปหลายครั้ง เจ้าตัวเลยเริ่มที่จะย่อตัวลงบ้างให้ระดับสายตาของเขากับประชาชนอยู่ในระดับเดียวกัน อันเป็นสิ่งที่คนรอบตัวของเขามักจะทำในยามที่เขายังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ อยู่ โดยเฉพาะผู้เป็นพ่อของบอลด์วินที่มักจะย่อตัวลงให้สายตาของพวกเขาอยู่ในระดับเดียวกันเสมอยามจะสนทนาด้วย และฟินตันคิดว่าแบบนี้มันทำให้การสื่อข้อความที่เปล่งออกไปมันเข้าถึงผู้ฟังได้มากกว่า เพราะมันเหมือนกับว่าเราสื่อสารกันในฐานะที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก และในกรณีนี้ ไม่ใช่เจ้าชายกับสามัญชน ซึ่งพอทำแบบนั้น ผู้คนรอบข้างก็ยิ่งนั่งลงไปขึ้นไปอีก จนสุดท้ายฟินตันก็ลดตัวเองลงไปนั่งขัดสมาธิกับพื้นโดยไม่ถือตน
 
“ขออภัยขอรับท่านฟินตัน พระองค์ทรงลดตนลงมานั่งกับพื้นเช่นนี้จะดีหรือขอรับ?”
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่บริเวณด้านหน้าใกล้ ๆ กับเจ้าชายผมสีน้ำตาลถามด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้ที่เป็นถึงเจ้าชายจะต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยในเมื่อจริง ๆ แค่ยืนอยู่เช่นนั้นหรือให้ใครซักคนหาเก้าอี้มาให้จะเหมาะกว่าแท้ ๆ ทำแบบนี้มันจะเปื้อนฝุ่นบนพื้นมิใช่หรือ
“หืม? อ๋อ ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าว่านั่งพื้นก็สบายดี แถมได้ใกล้ชิดกับพวกเจ้าทุกคนมากขึ้นด้วย”
ฟินตันตอบพร้อมยิ้มด้วยความใจดี และก็เพื่อให้คนรอบข้างเขาหยุดเกร็งด้วย เขาอยากให้การสนทนาเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายมากกว่าต้องคอยมาห่วงว่าเขาเป็นเจ้าชายแบบนี้
“จะดีจริงหรือเพคะ หม่อมชั้นเองมองว่ายืนน่าจะเหมาะกว่านะเพคะ”
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวเสริมกับชายหนุ่มคนก่อนหน้า ในมุมมองของเธอแล้ว คนสู่ส่งอย่างคนในราชวงศ์ต้องอยู่สูงกว่าพื้นเท่านั้น ไม่ใช่นั่งขัดสมาธิในระดับเดียวกับเธอและคนอื่น ๆ
“คุณป้าอย่าพูดสุภาพมากนักเลยครับ ผมทำตัวไม่ถูก ฮะ ๆ”
คำตอบของฟินตันทำให้ผู้คนรู้สึกสองอย่างในคราวเดียวกัน ความรู้สึกแรกเป็นความรู้สึกที่ตกใจในความสุภาพและถ่อมตนเป็นอย่างมากของเจ้าชายหนุ่ม และอีกอย่างคือความรู้สึกที่เริ่มเกิดความเชื่อมโยงกับเจ้าชายคนนี้ มันกำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิดทีละหน่อยภายในใจของประชาชนชาวเกียสเซนจากความเข้าถึงง่ายของฟินตัน พวกเขามีความหวังแล้วจริง ๆ
 
เวลาเริ่มล่วงเลยจากบ่ายไปเป็นช่วงเย็น หลังจากการจัดการบริเวณที่ถูกทำลายจากการต่อสู้ ณ ใจกลางเมืองดำเนินไปได้บางส่วน ชาวเมืองกลุ่มหนึ่งที่เป็นทหารก็เชิญให้ฟินตันกับคณะเดินทางของเขาไปยังพื้นที่ที่เตรียมไว้ให้ โดยเป็นทุ่งหญ้ากว้างใกล้กับสวนสาธารณะของเมืองที่มีการทำเป็นค่ายพักแรมขนาดย่อมเอาไว้รอบกองไฟ พอได้เห็นเต็นท์สีขาวขนาดกำลังพอดีมากมายโอบล้อมความกองไฟไว้เช่นนี้ บรรยากาศของการทำศึกสงครามในสมัยก่อนที่พระราชาวูลแฟรมเคยเล่าให้กับฟินตันก็เริ่มผุดขึ้นมาในความทรงจำทีละนิด ฟินตันจะต้องชนะในศึกครั้งนี้ในแบบที่พ่อของเขาชนะในสงครามเมื่อนานมาแล้วให้ได้เลย
“ท่านฟินตันกับ เอ่อ… คณะของท่านเรียนเชิญที่เต็นท์สองเต็นท์นี้ได้เลยนะขอรับ ส่วนเต็นท์บัญชาการคือเต็นท์ที่มีธงประจำเมืองเกียสเซนอันนั้นขอรับ หากอาหารเย็นพร้อมเมื่อใดกระหม่อมจะส่งคนมาทูลขอรับ”
ทหารคนหนึ่งที่ดูมียศสูงที่สุดจากสัญลักษณ์ที่หัวไหล่นำทางพวกเขาทั้งสี่มายังเต็นท์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเต็นท์อื่น ๆ จำนวนสองเต็นท์ ซึ่งแน่นอนว่าคือที่พักแรมของพวกเขาในค่ำคืนที่กำลังจะมาเยือนนี้ ห่างออกไปไม่มากมีเต็นท์ที่มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าอยู่พร้อมธงบนยอดสีแดงสดพร้อมโล่สีขาวบนผืนผ้านั้น อันเป็นเต็นท์บัญชาการที่ทหารคนดังกล่าวกล่าว
“ขอบใจเจ้ามากนะ แล้วก็สหายของข้าคนนี้ชื่อว่านอร่า คนนี้เฟลิกซ์ แล้วก็คนนี้…”
ฟินตันหันไปพูดขอบใจทหารคนดังกล่าว จากสัญลักษณ์ที่ไหล่แล้ว คนคนนี้มียศเป็นถึงร้อยโทเลย ถือว่าโชคเข้าข้างพวกของเขาเป็นอย่างมากที่แม้แต่ทหารที่พอมียศบางในระดับหนึ่งก็เข้าร่วมกับพวกเขา
หลังจากพูดขอบใจเสร็จ ฟินตันก็เริ่มแนะนำผู้ร่วมการเดินทางของเขาทั้งสามให้แก่ทหารคนนั้นฟัง ไล่จากนอร่า เฟลิกซ์ จนมาถึงคนที่ยืนอยู่ข้างกายของเขา ที่พอสายตาของเขากับบอลด์วินประสานเข้าด้วยกันปากของเขาก็หยุดพูดลงเสียดื้อ ๆ
“ข้าชื่อบอลด์วิน”
“ช- ใช่ บอลด์วิน เขาเป็นองครักษ์ประจำตัวของข้าเอง และเป็นบุตรชายของหัวหน้าองครักษ์ของท่านพ่อของข้าด้วย”
เมื่อเห็นฟินตันเงียบไปกะทันหัน บอลด์วินจึงถือวิสาสะแทรกบอกชื่อตนเอง แล้วพอฟินตันกลับมามีสติดังเดิมเขาก็แนะนำสหายคนสำคัญคนนี้ของเขาเพิ่มเติม
“เป็นเกียรติอย่างมากที่ได้พบบุตรชายของหัวหน้าองครักษ์ของอาณาจักร รวมถึงท่านอีกสองคนด้วย”
การโค้งศีรษะเล็กน้อยของทหารตรงหน้าทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยกับการเป็นที่เคารพนักอย่างเฟลิกซ์และนอร่าทำตัวไม่ถูกเป็นอย่างมาก และฟินตันที่สังเกตได้จึงเลือกพูดบอกทหารยศร้อยโทตรงหน้า
“เจ้าไม่ต้องสุภาพมากกับพวกข้าก็ได้นะ ถือเสียว่าข้ากับพวกเป็นคนรู้จักของเจ้าก็ได้”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรขอรับ กระหม่อมมิบังอาจ อย่างไรก็ตาม หากต้องการสิ่งได้ก็สามารถเรียกหาได้เสมอเลยนะขอรับ กระหม่อมขอตัวก่อน”
ผู้เป็นทหารคลายคิ้วที่จริงจังออกเล็กน้อย แต่ก็ยังกล่าวด้วยความสุภาพกับคนเป็นเจ้าชายอยู่ แล้วจากนั้นจึงขอตัวกลับออกไปจัดเตรียมกำลังพลและสัมภาระให้พร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น
 
“พวกเจ้าเอาเต็นท์ตรงนั้นไปได้เลย เดี๋ยวข้ากับเฟลิกซ์จะอยู่ที่เต็นท์นี้เอง เนอะเฟลิกซ์?”
“ใช่แล้ว ๆ ถูกต้องที่สุดเลยนอร่า”
ฟินตันหรี่ตามองสหายทั้งสองคนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงผิดแปลกไปจากปกติ ก่อนที่สองคนที่ส่งเสียงพูดอยู่เมื่อครู่จะเดินเข้าไปสำรวจเต็นท์ของพวกเขา เหลือให้เขายืนอยู่หน้าเต็นท์อีกหลังพร้อมกับคนตัวสูงกว่าที่มีผมสีเข้ม
“พวกเราเอาของเข้าไปเก็บกันดีหรือเปล่า?”
คนผมสีดำด้านข้างฟินตันกล่าว พร้อมกับหันหน้าไปส่องมองดูภายในเต็นท์ของเขาและฟินตัน จากภายนอกแล้วดูกว้างพอสมควร น่าจะสามารถพักผ่อนได้อย่างสบายตัวเลยในคืนนี้
“อื้อ ได้สิ”
ทั้งสองเดินเข้าไปภายในเต็นท์หลังใหญ่ ภายในสุดมีเตียงจัดเตรียมไว้ให้แล้ว ถัดไปหน่อยเป็นบริเวณเปลี่ยนเสื้อผ้า ด้านหน้าติดทางเข้ามีโต๊ะที่สามารถใช้ทั้งนั่งรับประทานอาหารหรือทำงานได้ตั้งอยู่
บอลด์วินเดินเข้าไปวางของไว้ที่ข้างเตียงก่อนจะใช้ฝ่ามือกดที่ฟูกดูความนุ่มของมันสองสามที เมื่อเห็นว่ามันหนุ่มพอสมควรเขาก็ถอนหายใจออกมา คืนนี้น่าจะนอนหลับสบายสุด ๆ แน่เลย ก่อนที่เจ้าตัวจะรู้สึกตัวว่าเตียงภายในเต็นท์นี้มีแค่เตียงเดียว นั่นหมายความว่า…
“เจ้ากับข้าคงจะต้องได้นอนด้วยกันอีกแล้วสิ”
ฟินตันเดินมาวางของตามบอลด์วินแล้วกล่าว ขณะนั่งลงบนขอบเตียง
“อื้อ เจ้าไม่ว่าอะไรใช่หรือเปล่า? ให้ข้านอนที่โต๊ะด้านหน้าก็ได้นะ”
แม้ฟินตันกับบอลด์วินจะนอนข้างกันมาตลอดการเดินทางนี้ และในอดีตที่ผ่านมาก็นอนเตียงด้วยกันมาบ่อย แต่ในตอนนี้ที่สถานะของพวกเขามันก้าวข้ามไปอีกขั้นแล้ว อีกทั้งยังมีคนรายล้อมพวกเขาอยู่มากมาย บอลด์วินเลยเกรงว่ามันจะเหมาะสมหรือไม่ที่จะนอนบนเตียงเดียวกันกับผู้เป็นเจ้าชายที่ชอบมาขอนอนกับเขาด้วยยามอยู่ที่นอร์ด
“ข้าจะว่าอะไรเจ้ากัน นอนกับข้านี่แหละ เตียงมันออกจะกว้าง… ข้านอนคนเดียวมันคงโล่งไปหน่อย”
ฟินตันอยากให้บอลด์วินนอนด้วยกันนี่แหละดีแล้ว แต่พอพูดถึงประโยคสุดท้ายเสียงของเขากลับเบาลงเสียอย่างนั้น เพราะจริง ๆ แล้วเหตุผลก็คือเขาอยากมีคนรักของเขาอยู่ข้าง ๆ กายต่างหาก
“อยากให้ข้านอนข้าง ๆ เจ้าก็บอก”
บอลด์วินยิ้มพร้อมเดินไปลูบศีรษะคนที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างเบามือ ซึ่งฟินตันเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังเอนตัวไปทางบอลด์วินให้เขาลูบได้อย่างสะดวกอีก
“ข้าไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อย…”
ใบหน้าของฟินตันยิ้มปนเขินหน่อย ๆ ที่แก้มทั้งสองข้างมีริ้วสีแดงจาง ๆ ปรากฏขึ้น บอลด์วินชอบภาพตรงหน้าแบบนี้ที่สุดเลย
“อึก-”
แต่ในตอนนั้นเองที่แผลที่แขนของบอลด์วินรู้สึกเจ็บขึ้นมา จะว่าไปแล้วก็ยังไม่ได้ทำแผลเลยนี่นา เลือดก็ยังคงซึมออกมาจากแผลอยู่เลย
“แขนของเจ้า… ข้าลืมเสียสนิทเลย เจ้านั่งรอก่อนนะครู่เดียว ข้าขอไปเอาอุปกรณ์ทำแผลก่อน”
“ด- เดี๋ยว”
โดยไม่ทันให้บอลด์วินพูดอะไร ฟินตันก็ลุกขึ้นจากเตียงและวิ่งหายออกไปจากเต็นท์ที่พักเสียแล้ว ซึ่งเดาว่าคงจะไปเอาอุปกรณ์ทำแผลที่อยู่กับนอร่าไม่ก็ขอจากทหารในค่ายพักแรมนี้
บอลด์วินถอนหายใจแล้วอมยิ้มหน่อย ๆ ด้วยความเอ็นดูคนรักของตน ฟินตันเอาใจใส่เขาดีไม่ต่างกับที่ทุ่มเทให้กับอีกฝ่ายเลย อีกทั้งหลัง ๆ มายังกล้าที่จะก้าวขึ้นมาให้เหมาะสมกับอำนาจและยศถาที่เจ้าตัวมีด้วยอีกต่างหาก เก่งสุด ๆ ไปเลยล่ะ คิดเรื่องนี้เป็นรอบที่ร้อยก็ยังคงไม่น่าเชื่อจริง ๆ นั่นแหละว่าบอลด์วินจะมีคนรักเป็นถึงเจ้าชาย แถมน่ารักขนาดนี้อีก จากนั้นเขาก็เลือกที่จะนั่งลงบนเตียงรอคนผมสีน้ำตาลกลับมาอย่างว่าง่าย พิงดาบคู่กายไว้กับตัวเตียง ถอดรองเท้าที่ใส่มาทั้งวันออก และมองไปที่ทางเข้าของเต็นท์เพื่อรอใบหน้าที่คุ้นเคยให้ปรากฏขึ้น
ฟินตันตอนแรกว่าจะออกไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลกับนอร่า แต่เมื่อนึกได้ว่าในตอนนี้เขาอยู่ในค่ายพักแรมของเมือง ทรัพยากรในค่ายน่าจะพร้อมกว่าของที่พวกเขาเตรียมมามาก คนผมสีน้ำตาลจึงเลือกเดินไปทางเต็นท์บัญชาการแทน
ที่เต็นท์บัญชาการในตอนนี้มีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ไม่กี่นาย ในขณะที่ฟินตันกำลังเดินเข้าไปนั้นพวกเขากำลังวางแผนการป้องกันเมืองจากทหารของเมืองโดยรอบที่อาจไม่พอใจนักในการต่อกรกับส่วนกลางของเกียสเซน ซึ่งพอพวกเขาเห็นฟินตันก็รีบย่อตัวลงคุกเข่าและวันทยาหัตถ์ในทันที
“ถวายบังคมขอรับท่านฟินตัน”
“เอ่อ... พวกเจ้า... ข้าทำตัวไม่ถูก ลดมือลงได้แล้ว กลับไปทำงานของพวกเจ้าเสียเถอะ ไม่จำเป็นต้องทางการมากกับข้าก็ได้”
ฟินตันสะดุ้งเล็กน้อยในเสียงดังของการที่รองเท้าหนังกระทบเข้ากับพื้นยามที่เหล่าทหารตรงหน้าย่อตัวลงทำความเคารพเขา โชคยังดีที่พอเขาสั่งให้ตามสบาย ทหารเหล่านั้นก็ลุกขึ้นกลับไปวางแผนการวางกำลังต่อ
“ไม่ทราบว่าท่านฟินตันต้องการอะไรหรือไม่ขอรับ?”
หนึ่งในทหารในเต็นท์บัญชาการกล่าวถามพอเห็นว่าฟินตันดูเหมือนกำลังหลง ๆ ทางอยู่
“อ๋อ ข้าอยากได้อุปกรณ์ทำแผลเสียหน่อยน่ะ พอดีคนรั- เอ๊ย สหายของข้าได้รับบาดเจ็บตอนต่อสู้ในเมืองเมื่อครู่นี้”
“เช่นนั้นตามกระหม่อมมาได้เลยขอรับ”
ทหารนายนั้นพยักหน้าแล้วนำทางฟินตันไปที่หน่วยพยาบาลของค่าย ซึ่งในตอนนี้รับหน้าที่ดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้รวมถึงลูกหลงอยู่ โชคยังดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บเยอะเท่าที่คิด ไม่อย่างนั้นฟินตันคงจะรู้สึกผิดเป็นอย่างมากแน่ ๆ
 
ไม่นานจากนั้นฟินตันก็ได้ผ้าพันแผลสะอาด ๆ มากับโอสถอีกเล็กน้อย เมื่อเดินกลับมายังเต็นท์ที่บอลด์วินรออยู่เขาก็เลือกเดินเลยไปที่เต็นท์ของนอร่าและเฟลิกซ์เพื่อหยิบเอาคริสตัลสีเขียวติดมือไปด้วย
“อ้าวฟินตัน เจ้ามาทำอะไรหรือ?”
นอร่ากล่าวทักทายขณะนั่งเล่นอยู่ที่โต๊ะอาหารของเต็นท์
“ข้าขอถุงคริสตัลสีเขียวหน่อยนะ พอดีว่าบอลด์วินมีแผลที่แขนน่ะ”
ฟินตันตอบแล้วหันไปมองเต็นท์ของสหายของเขา ก็ไม่ต่างกันเลยนี่นา แต่ที่นี่ไม่มีบอลด์วินแล้วรู้สึกโล่งแปลก ๆ ฉะนั้นรีบกลับไปที่เต็นท์ของตนเองจะดีกว่า
“อื้อ ได้สิ เฟลิกซ์น่าจะวางพวกอุปกรณ์ทำแผลของเจ้าไว้ที่ข้างเตียงมั้ง เจ้าลองหาดูในกระเป๋าแถวนั้น”
ฟินตันมองตามคำพูดและนิ้วมือของนอร่าไปที่เตียงนอน บนเตียงมีเฟลิกซ์ที่นอนหลับพร้อมกรนเบา ๆ อย่างสบายใจอยู่ และเป็นสาเหตุว่าทำไมนอร่าถึงได้มานั่งอยู่ที่โต๊ะแบบนี้ เพราะเธอไม่อยากรบกวนการนอนของคนผมสีทองที่เหนื่อยล้ามากนักจากการเทเลพอร์ตนับครั้งไม่ถ้วนในการต่อสู้
เจ้าชายแห่งโคโลเนียเดินเข้าไปเปิดกระเป๋าใส่เครื่องมือปฐมพยาบาลแล้วหยิบเอาถุงใส่คริสตัลสีเขียวที่มีปริมาณน้อยกว่าตอนก่อนเขาและบอลด์วินเดินทางออกจากนอร์ดมาถึงครึ่งหนึ่ง การเดินทางของพวกเขามันไม่ได้ราบรื่นจริง ๆ นั่นแหละเลยได้มีการใช้คริสตัลสีเขียวไปมากเพียงนี้
ถือว่าอย่างน้อยนอร่าเธอก็ปรับตัวเข้ากับฟินตันได้ดีหลังจากที่เธอทราบว่าฟินตันแท้จริงแล้วคือใคร ถ้าเกิดเขาไปหยิบของเองโดยที่คนบอกเส้นทางนั่งกัดผลไม้อยู่เฉย ๆ แล้วล่ะก็ คนคนนั้นคงจะโดนคนรอบข้างด่าเข้าให้แล้วแน่ ๆ แต่แบบนี้ที่นอร่ากระทำนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องการ เราก็ต่างเป็นมนุษย์เช่นกัน ไม่เห็นจะต้องเทิดทูนกันมากขนาดนั้นเลย ราชวงศ์ก็แค่ครอบครัวหนึ่งที่ทำธุรกิจครอบครัวเป็นการปกครองประเทศมาอย่างยาวนานแค่นั้นเอง
“ว่าแต่เจ้ากับเฟลิกซ์จะนอนด้วยกันได้หรือ? สลับเอาข้ามาแทนเฟลิกซ์ดีหรือเปล่า?”
ก่อนจะเดินออกจากเต็นท์ไป ฟินตันก็สงสัยขึ้นมาว่านอร่าเธอจะสบายใจที่มีเฟลิกซ์นอนด้วยบนเตียงเดียวกันหรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นเขาที่รู้จักเธอมานานก็ยังว่าไปอย่าง แต่นี่เฟลิกซ์เพิ่งรู้จักกับนอร่าได้ไม่ถึงครึ่งเดือนเลย
“สบายมาก เจ้าอยู่กับบอลด์วินไปนั่นแหละดีแล้ว ข้าจะไปแยกเจ้ากับคนรักของเจ้าออกจากกันได้อย่างไร?”
นอร่ายิ้มและหัวเราะหน่อย ๆ ให้คนเป็นเจ้าชาย ทำให้เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลถอนหายใจออกมากับความหวังดีที่เขามีให้นาง ถ้ารู้แบบนี้นะ ฟินตันไม่ถามและเป็นห่วงเสียจะดีกว่า
“ข้ากลับเต็นท์ของข้าดีกว่า”
“แหม ๆ รีบกลับไปหาบอลด์วินหรือ? ฮ่า ๆ”
ฟินตันหยุดเดิน เขาหันกลับมามองใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มมีความสุข แหม นอร่า ฝากเอาไว้ก่อนเถอะนะ
“รีบหนีจากเจ้านี่แหละ โธ่!”
 
“เจ้าไปเสียนานเลย ไปไหนมาหรือ?”
ทันทีที่ฟินตันกลับเข้ามาในเต็นท์ บอลด์วินก็รีบชันตัวลุกขึ้นนั่งดี ๆ และทักถามอีกฝ่ายทันที
“ข้าไปขออุปกรณ์ทำแผลมาจากทหารในค่ายน่ะ แล้วก็แวะไปเอาคริสตัลสีเขียวของเจ้าจากนอร่าด้วยเมื่อครู่นี้”
ฟินตันกลับมานั่งลงบนขอบเตียงข้าง ๆ กับคนตัวสูงกว่าดังเดิม พร้อมกับหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมาวางเตรียมไว้อย่างคล่องแคล่ว ก็เขาทำแผลให้บอลด์วินมาตั้งหลายครั้งแล้วนี่นา แถมคนตรงหน้านี่ก็ชอบหาแผลมาให้เขาทำอยู่เรื่อยเลย
“เจ้าไม่มีแผลตรงไหนแน่ใช่หรือเปล่า?”
ในตอนที่ฟินตันใช้ผ้าขาวสะอาดชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดที่แผล บอลด์วินก็ถามพร้อมสำรวจตามตัวของคนน่ารักตรงหน้าไปด้วย
“อื้อ ไม่มี ๆ ข้าแข็งแรงและเก่งขนาดนี้ ไม่บาดเจ็บง่าย ๆ หรอกนะ”
“แหม่ แล้วครั้งนั้นที่เจ้าหลับไปถึงวันนึงเต็ม ๆ เล่า เห้อ… แต่อย่าเป็นอะไรไปเลยเจ้าน่ะ ตอนนั้นข้ากระวนกระวายมากเลยเจ้ารู้ไหม?”
นิ้วชี้ของบอลด์วินแตะลงที่ตรงปลายจมูกของฟินตันทำให้คนเป็นเจ้าชายถอยใบหน้าห่างออกไปเล็กน้อย ความเขินเริ่มแล่นกระจายไปทั่วทั้งใบหน้าจากจุดที่โดนสัมผัสเข้า ยิ่งรวมกับการได้รู้ว่าอีกว่ายรู้สึกกระวนกระวายใจในตอนนี้เขาหลับไปเพราะฤทธิ์ของคริสตัลสีดำก็ยิ่งทำให้ฟินตันเริ่มเขินขึ้นมาแล้ว ไม่น่าล่ะในตอนนี้ฟินตันฟื้นขึ้นมาถึงเจอบอลด์วินนั่งหลับอยู่ข้างเตียงพร้อมจับมือของเขาเอาไว้
“เจ้าก็เหมือนกัน… ข้าขี้เกียจทำแผลให้เจ้าแล้วรู้ไหม?”
ฟินตันอยากจะพูดว่าเขาเป็นห่วง แต่ปากมันก็ไม่กล้าพอที่จะพูดคำนั้นออกมาดังที่อยากเพราะความเขิน ถึงแบบนั้นเขาก็อดที่จะรู้สึกร้อนที่ใบหน้าไม่ได้อยู่ดี
“เช่นนั้นข้าไปให้เฟลิกซ์ทำแผลให้แทนก็ได้นะ จะได้ไม่ลำบากเจ้า เจ้าน่าจะเหนื่อยใช่หรือเปล่านั่น?”
และบอลด์วินก็รู้เช่นกันว่าคนตรงหน้าของเขาจริง ๆ แล้วมีคำที่น่ารักกว่านี้อยากจะพูด ฉะนั้นเลยเลือกที่จะแกล้งอีกฝ่ายเสียหน่อยเผื่อว่าจะได้ยินคำที่ถูกสลับกลับไปเก็บไว้ภายในใจคำนั้น
“ม- ไม่ใช่แบบนั้นเสียหน่อย”
ฟินตันรีบปล่อยมือจากผ้าพันแผลแล้วปฏิเสธคนรักของตน ท่าทางตรงหน้าทำให้บอลด์วินหัวเราะเบา ๆ และยิ้มออกมา เขาคิดถูกจริง ๆ ด้วยสิที่แกล้งเจ้าชายพระองค์นี้
“ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้วล่ะ ต่อไปนี้เจ้าจะต้องมีหน้าที่อีกมากเลยนี่”
ยิ่งบอลด์วินพูดเหมือนว่าจะทำเช่นดังที่กล่าวจริง ๆ ใบหน้าของคนที่มีผมและดวงตาสีน้ำตาลอุ่นก็ยิ่งดูเสียดายมาก ๆ กับสิ่งที่ได้พูดออกไปเมื่อครู่ ริมฝีปากเริ่มเบะออกทีละนิดราวกับกำลังจะร้องไห้ แต่บอลด์วินขอแกล้งต่ออีกหน่อยดีกว่า
“ม- ไม่เอา ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น เจ้าอย่าทำแบบนั้นนะ”
ฟินตันกระวนกระวายและพยายามยกมือขึ้นมาโบกในอากาศหลาย ๆ ทีเพื่อปฏิเสธว่าสิ่งที่บอลด์วินเข้าใจน่ะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจะพูด
“จะดีหรือ? เจ้ามีทั้งกองทัพต้องดูแลมิใช่หรือ?”
บอลด์วินยิ้มกว้างออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนพอใจ เขาเลิกแกล้งฟินตันแล้วดีกว่าก่อนที่จะโดนโกรธเอา การง้อฟินตันที่โกรธนั้นยากมากกว่าการยอมรับต่อหน้าพ่อของเขาตอนที่เขามีอายุ 16 ปีเสียอีกว่าคนที่เขาชอบคือฟินตัน
“ข้า… ข้าหมายความว่าข้าเป็นห่วงเจ้าต่างหาก…”
ฟินตันยอมพูดคำที่เขาอยากจะพูดออกมาในที่สุด ซึ่งในระหว่างที่พูดเจ้าตัวก็พันผ้าพันแผลที่แขนของบอลด์วินไปด้วยแก้เขิน แต่สายตาที่มองล่อกแล่กไปมาก็เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีถึงความเขินที่มี
“ฮ่า ๆ จริง ๆ ข้ารู้อยู่แล้วแต่แรกว่าเจ้าเป็นห่วงข้า แต่เจ้าแค่ไม่กล้าพูดเฉย ๆ ถูกหรือเปล่า?”
บอลด์วินหัวเราะร่าแล้วยิ้มกว้างด้วยความสนุกในการแกล้งคนข้างกาย แล้วยิ่งได้ยีหัวของอีกฝ่ายแบบนี้ต่อท้ายแล้วก็ยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่
“เจ้านี่มัน!”
ฟินตันทำหน้าบึ้งแล้วผลักคนที่ตัวสูงกว่าออกด้วยแรงที่มีจนอีกฝ่ายล้มลงไปนอนหัวเราะบนเตียงนุ่ม แต่เพียงแค่เท่านี้ยังไม่พอใจเขาหรอกนะที่มาแกล้งกันแบบนี้ บอลด์วินรู้ก็รู้ว่าสนิทกันจนเข้าใจความรู้สึกที่มีให้กัน แต่ก็ไม่ต้องแกล้งกันแบบนี้ก็ได้ไม่ใช่หรือยังไง มันออกจะน่าอายแปลก ๆ
“ฮ่า ๆๆๆ ห- เห้ย ฟินตัน อย่า! แอ่ก!”
คนที่ตัวเล็กกว่าคลานเข่าไปบนเตียงก่อนจะกระเด้งตัวขึ้นไปนั่งทับตัวของบอลด์วินจนอีกฝ่ายร้องออกมาจากน้ำหนักที่กดลงที่ตัวอย่างกะทันหัน แถมท่าทางตอนนี้อีก เพราะฟินตันกำลังนั่งทับตักของบอลด์วินที่นอนบนเตียงอยู่
“เจ้าโดนข้าจัดการแน่”
ฟินตันยิ้มด้วยความเจ้าเล่ห์พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาทำท่าเหมือนกับหนวดของปลาหมึกที่ยุกยิกไปมา บอลด์วินคิดว่าเขารู้แล้วว่าเขากำลังจะโดนอะไร
“ม- ไม่เอา ข้ายอมแล้ว อย่านะ อ- อ๊ากกก ฟินตัน 55555”
มือทั้งสองข้างเลิกเสื้อของบอลด์วินขึ้นแล้วจี้เข้าที่เอวของคนที่นอนอยู่บนเตียงจนทำให้คนที่รู้สึกจั๊กจี้ต้องดิ้นไปมา น้ำหูน้ำตาของเขาไหลออกมาตามเสียงหัวเราะที่ดังลั่นไปทั่ว ฟินตันรู้สึกสะใจเป็นอย่างมากที่ได้เอาคืนคนผมสีดำในครั้งนี้ การเข้าไปจั๊กจี้บอลด์วินเป็นสิ่งที่เขาชอบทำมาแต่ไหนแต่ไรแล้วในยามที่โดนอีกฝ่ายกวนแล้วหากเพียงแค่การตอบโต้ด้วยคำพูดไม่อาจทำให้เขาพอใจได้ แต่โดยปกติจะแค่เอาแขนรัดตัวให้อีกฝ่ายอยู่นิ่ง ๆ ไว้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ขึ้นมานั่งทับตัวของบอลด์วินไว้ไม่ให้ดิ้นหนีไปไหน
“เจ้ายอมหรือยัง หืม?”
เมื่อจี้เอวอีกฝ่ายไปได้ซักพักนึง ฟินตันก็หยุดแล้วถามคนที่น้ำตาไหลอาบแก้มไปหมดว่ายอมจำนนต่อเขาหรือยัง
“ข้า… แฮก… ข้าบอกแล้วอย่างไรตั้งแต่แรกว่าข้ายอมแล้ว เจ้าก็ยังจะจั๊กจี้ข้าอีก”
บอลด์วินหอบหายใจหนักขณะตอบ เขาทั้งบอกทั้งแสดงให้เห็นแล้วตั้งแต่แรกว่าเขายอมคนตรงหน้าทั้งหมด แต่ฟินตันก็ยังจั๊กจี้เขาอยู่ดี
“ก็เจ้าทำข้า…”
ฟินตันพูดไปแล้วก็หยุดลงที่พยางค์สุดท้าย อันเป็นสิ่งที่เขากำลังรู้สึกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อยามจะบอกไปว่าเหตุใดเขาถึงเลือกเอาคืนอีกฝ่าย
“ทำอะไร?”
“เจ้าทำข้า… เขิน…”
ใบหน้าของฟินตันกลับมาสีริ้วสีแดงอีกครั้ง และมอบรอยยิ้มกลับมาให้บอลด์วินแทนความรู้สึกจั๊กจี้ น่ารักเสียจริง ถ้าอาศัยจังหวะนี้ก็อาจจะ…
“เหวอ!”
ฝ่ามือของบอลด์วินวางลงที่สะโพกทั้งสองข้างของฟินตัน ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นนั่ง ส่งผลให้ฟินตันที่อยู่บนตัวของบอลด์วินไหลไปนั่งอยู่ที่ตัก ใบหน้าที่ในท่านั่งนี้มีความสูงกว่าร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วบอลด์วินก็มอบจูบสั้น ๆ ให้กับความน่ารักของคนตรงหน้าที่กำลังเขิน และขณะนี้ก็เขินมากกว่าเดิมอีกจากจูบดังกล่าว
“เจ้าน่ารักจริง ๆ”
“อื้อ! บอลด์วิน!”
ฟินตันทุบที่อกตรงหน้าไปครั้งนึงเพราะไม่ทันตั้งตัวกับจูบนี้ และเป็นครั้งที่สองแล้วนะที่บอลด์วินฉวยโอกาสในตอนที่เขากำลังเขินอยู่ในการจูบเขาสั้น ๆ
อันที่จริงถ้าหากขอดี ๆ ฟินตันก็ยอมแท้ ๆ
“แหะ ๆ ขอประทานโทษขอรับ”
ด้วยความกลัวว่าจะโดนต่อว่าหรือจั๊กจี้อีก บอลด์วินเลยหัวเราะแหะ ๆ แล้วขอโทษพร้อมกับปล่อยมือออกจากสะโพกคนผมสีน้ำตาลตรงหน้าไปในทันทีที่นึกได้ และศีรษะก็เตรียมพร้อมแล้วสำหรับมะเงกที่คงจะเขกลงมาในอีกไม่ช้า
“ม- ไม่เป็นอะไร”
แต่มะเงกที่ว่ากลับไม่เคยมาถึง ฟินตันส่ายหน้าเบา ๆ สองสามทีแล้วหลุบสายตาไปมองผ้าปูเตียงนอนที่ยับยู่ยี่จากการดิ้นไปมาบอลด์วิน แสงแดดสีส้มยามเย็นสาดเข้ามาจากหน้าต่างทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นเป็นอย่างมากไม่ต่างจากคนตรงหน้า ดวงตาสีฟ้าสวยไม่ได้ทำให้ความอบอุ่นนั้นลดลงเลย
“เจ้าไม่โกรธข้าหรือ?”
บอลด์วินค่อยพูดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วค่อย ๆ เลื่อนฝ่ามือข้างหนึ่งที่แขนไม่มีแผลมาลูบหัวไหล่ของฟินตันเบา ๆ
“อื้อ… จริง ๆ แล้วเจ้าขอข้าจูบดี ๆ ก็ได้นะ ข้าไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก”
ก็ไม่ใช่ว่าฟินตันไม่อยากใกล้ชิดกับอีกฝ่ายเสียหน่อย ฉะนั้นไม่เห็นว่าจะต้องหาโอกาสแบบนี้ในการใกล้ชิดกันเลย เขาเลยพูดออกไปเสียงเบาเพราะเขิน และพอพูดออกไปก็เอนศีรษะไปพิงกับไหล่ของบอลด์วินในทันที ความกล้าที่มีเมื่อครู่หายไปหมดสิ้นเมื่อเผลอไปสบตาคนตัวสูงกว่าที่ในขณะนี้อยู่ในมุมมองที่เตี้ยกว่าเขา
“จ- เจ้าว่าอะไรนะเมื่อครู่?”
ดวงตาสีฟ้าของบอลด์วินเบิกกว้างขึ้น เขาได้ยินอะไรเมื่อครู่ไม่ผิดใช่หรือเปล่า?
บอลด์วินค่อย ๆ ใช้มือดันไหล่ทั้งสองข้างของฟินตันให้ขยับออกห่างจากตัวของเขาให้สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจน ใบหน้าที่กำลังเต็มไปด้วยความเขินอายของฟินตันตอนนี้น่ารักสุด ๆ ไปเลย
“แบบที่เจ้าได้ยินนั่นแหละ”
ฟินตันตอบโดยหลบสายตา
“เช่นนั้น… ข้าขอจูบเจ้าได้หรือเปล่า?”
บอลด์วินเอียงใบหน้าไปให้สายตาของเขาได้สบตากับคนตรงหน้า นี่น่าจะเป็นโอกาสไม่กี่ครั้งเลยที่ระดับความสูงของใบหน้าของเขาและฟินตันสลับตำแหน่งกัน ต้องขอบคุณคนผมสีน้ำตาลเลยนะที่มานั่งตักของเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่มีโอกาสได้มองคนที่ปกติจะอยู่ในระดับความสูงที่เตี้ยกว่าในมุมมองนี้
ฟินตันเมื่อได้ยินและได้มองคนตรงหน้าก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะขอเร็วขนาดนี้ คิดว่าอย่างเร็วก็คงจะเป็นคืนนี้เสียอีก แต่การจะได้จูบแบบดี ๆ กับคนที่เขารักแล้วนั้น ฟินตันไม่หลบหรอกนะ
“อื้อ แต่… ข้าจูบไม่เป็น”
แม้ว่าจะจูบไม่เป็นก็เถอะ
“เดี๋ยวข้านำให้เจ้าเอง”
ใบหน้าของฟินตันถูกประคองด้วยฝ่ามือหนาให้หันมาสบตากับตาสีฟ้าสวยไว้ สายตาของฟินตันไม่อยู่นิ่งอย่างร่างกาย แต่มองไปรอบ ๆ อย่างคนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดีในสถานการณ์นี้ ริมฝีปากเม้มเข้ามากันหน่อย ๆ ในยามที่บอลด์วินขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ลมหายใจถูกกลั้นเอาไว้เมื่อระยะห่างสั้นลงจน และดวงตาก็หลับลงเมื่อสัมผัสที่นุ่มนวลเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก จูบที่เป็นจูบยาวนานกว่าเสี้ยววินาทีครั้งแรกของทั้งสอง
อวัยวะที่สัมผัสกันอยู่ถูกถอนออกหลังจากนั้นไม่นานมาก ดวงตาของฟินตันกลับมาลืมขึ้นอีกครั้งเพื่อมองภาพตรงหน้า ใบหน้าที่เขินอายของบอลด์วินเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ก็อยู่ตรงหน้าให้เห็นชัด ๆ แล้วในตอนนี้ ซึ่งใบหน้าของเขาก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก
“เจ้า… ชอบหรือเปล่า? ข้าขออีกได้ไหม?”
บอลด์วินมองคนตรงหน้าที่ในขณะนี้ดวงตาเริ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกฉ่ำเยิ้ม และมันไปกระตุ้นให้เขาต้องการมากขึ้นอีก อันที่จริงบอลด์วินก็อยากจะกดจูบลงไปอีกครั้งในตอนนี้เลย แต่การถามอีกฝ่ายก่อนก็คงจะดีกว่า
“อื้อ…”
ได้รับคำอนุญาตบอลด์วินก็ขยับเข้าไปใกล้อีกครั้งและมอบจูบที่ยาวนานกว่าครั้งที่แล้วให้กับฟินตัน แต่ครั้งนี้เขาเริ่มรุกล้ำอีกฝ่ายมากขึ้นด้วยลิ้นที่บังคับให้คนเป็นเจ้าชายเปิดรับเขาเข้าไป ฟินตันสับสนและไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีกับการจูบแบบนี้และยกมือขึ้นมาวางที่หัวไหล่ของอีกฝ่าย แต่บอลด์วินก็ค่อย ๆ นำพาฟินตันไปทีละน้อยช้า ๆ จนเริ่มที่จะคุ้นเคยกับสัมผัสที่แปลกใหม่ มันแปลก แต่ก็ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น วาบวาม และโหยหา เสียงของของเหลวภายในริมฝีปากเริ่มดังขึ้นอย่างน่าอายจากการที่มันเริ่มสะสมมากขึ้น และมันทำให้ฟินตันหน้าแดงยิ่งกว่าเก่า เขาถูกคนเป็นอัศวินรุกล้ำเข้ามามากจนไม่อาจจะสู้กลับได้เพราะอ่อนประสบการณ์ แต่ถ้าหากโดนแกล้งด้วยวิธีแบบนี้ ฟินตันยอมแต่โดยดีโดยไม่หวังว่าจะเอาคืนหรอก
ในตอนนี้น่ะนะ…
แม้จะเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสที่ชวนให้สติหกระเหินไปไกล ฟินตันก็สงสัยเช่นกันว่าบอลด์วินไปหัดทำอะไรเช่นนี้มาจากไหน เท่าที่ทราบแล้วคนรักของเขาน่าจะไม่เคยมีใครคนใดมาก่อนมิใช่หรือ? ก็พวกเขาอยู่ด้วยกันมากว่า 6 ปีนี่นา แต่ในตอนที่คิดไปเรื่อยอยู่นั้นฟินตันก็เริ่มหายใจไม่ทัน เลยพยายามส่งสัญญาณให้คนตรงหน้าทราบหยุดก่อนด้วยการผลักเบา ๆ ที่อกอีกฝ่าย
“แฮ่ก… ข้าหายใจไม่ทัน แฮ่ก…”
ริมฝีปากที่แยกออกจากกันมีของเหลวใสยืดเป็นเส้นยาวเชื่อมกันราวกับมันไม่อยากที่จะแยกออกจากกัน ฟินตันใช้หลังมือปาดมันออกอย่างอาย ๆ แล้วจึงรีบสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ใบหน้าที่แดงแจ๋จากความเขินอายในสิ่งที่ได้ทำไปกับบอลด์วินถูกคนตรงหน้าจดจำไว้ทุกองศา บอลด์วินไม่เคยเห็นใบหน้าของคนเป็นเจ้าชายแบบนี้มาก่อนเลย และเขาดีใจมากที่เป็นสาเหตุของมัน
“เท่านี้ก็เก่งมากแล้วเจ้าน่ะ ทั้งที่ต่อสู้กับศัตรูตั้งมากมายด้วย”
ฝ่ามือของบอลด์วินข้างที่ไม่ได้ประคองใบหน้าของฟินตันไว้ยกขึ้นไปลูบศีรษะที่มีกลุ่มผมสีน้ำตาลเบา ๆ ประกอบการชม เจ้าชายของเขาเก่งที่สุดเลยจริง ๆ อันที่จริงบอลด์วินชอบนะในการได้เห็นฟินตันจริงจังกับเรื่องการต่อสู้ เพราะคนรักของเขาดูเท่สุด ๆ ไปเลยยามที่มีสีหน้าจริงจัง แต่ขณะเดียวกันก็มีสีหน้าที่น่ารักสุด ๆ อยู่ด้วยในยามเขินอายเพราะเขา
“เพราะข้ามีสหายร่วมรบที่ดีต่างหาก รวมถึงมีเจ้า…”
ฟินตันค่อย ๆ ขยับใบหน้าเข้าไปหาบอลด์วินมากขึ้นเพื่อหวังจะจูบอีกฝ่าย แต่ในขณะนั้นนั่นเองที่ริมฝีปากของเขากำลังจะแนบลงไป เสียงเสียงหนึ่งก็ทำให้ฟินตันเสียวสันหลังวาบ
“ขอโทษที่ขัดจังหวะพวกเจ้านะ แต่ว่าอาหารเย็นพร้อมแล้ว ฟินตัน… ทหารและชาวเมืองรอเจ้าอยู่ รีบมาเสียล่ะ”
นอร่า… ฝากไว้ก่อนเถอะนะ
 
“ขอบคุณพวกเจ้าทุกคนที่จัดเตรียมทุกอย่างเสียดิบดีขนาดนี้ รวมถึงการต่อสู้ร่วมกับข้าและสหายของข้าเมื่อตอนกลางวันด้วย พวกเจ้าทุกคนทำได้ดีมากจริง ๆ และข้าคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้หากไม่มีพวกเจ้าทุกคน”
ฟินตันกล่าวขอบคุณทั้งทหารและชาวเมืองเกียสเซนทุกคนที่ออกมาร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเขาในวันนี้ บรรยากาศที่มีคนรายล้อมมากมายแบบนี้แม้จะทำให้เจ้าชายหนุ่มประหม่า แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงความสำเร็จที่รออยู่ในอนาคต
“ไม่เลยขอรับ เป็นเพราะพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถต่างหาก”
ทหารที่มียศร้อยโทอันเป็นหัวหน้าของฝั่งทหารลุกขึ้นกล่าวพร้อมค้อมศีรษะหน่อย ๆ เป็นการให้ความเคารพ
“ถูกต้องดังที่อัลเบิร์ตกล่าวขอรับ ท่านฟินตันทรงมีความสามารถที่ล้ำเลิศจริง ๆ พวกเราเพียงแค่ทำในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น”
“พวกเราไม่อาจเทียบเคียงท่านได้ พระองค์เก่งกว่าพวกเราเป็นอย่างมากเลยพวกกระหม่อมมิได้ดีอะไรเลยขอรับ”
“เจ้าชายของพวกเราดีเลิศที่สุดเลย”
“พ- พอก่อนพวกเจ้า ชมข้ามาก ๆ แบบนี้ข้าทำตัวไม่ถูก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเจ้าทำได้ดีจริง ๆ ข้าพูดเช่นนี้จากใจเพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเจ้าเป็น ไม่จำเป็นต้องถ่อมตนหรอก พวกเจ้าก็เก่งไม่แพ้ข้าเลย”
ฟินตันที่ได้รับคำชมมากมายเริ่มที่จะเขินหน่อย ๆ จนทำตัวไม่ถูก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้คนรอบตัวเขามากมายต้องมาชมเขาขนาดนี้แล้วบอกว่าพวกเขาเองไม่ได้ทำอะไรมากมาย ทุกคนเก่งเหมือนกันหมดทั้งนั้นและสมควรได้รับคำชมทั้งหมดนั่นแหละ
“อย่าถ่อมตนมากเลยขอรับท่านฟินตัน พระองค์เหมาะสมแล้วกับคำสรรเสริญเหล่านี้”
หนึ่งในประชาชนชาวเกียสเซนกล่าว
“มันคงยากสินะสำหรับพวกเจ้า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คำราชาศัพท์ไม่จำเป็นนะสำหรับข้า รวมไปถึงการทำความเคารพต่าง ๆ ด้วยดังที่ข้าเคยพูดไป ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ลองค่อย ๆ ปรับดูก็แล้วกันนะ ข้าอยากให้พวกเราใกล้กันมากกว่านี้อีกหน่อย”
ฟินตันย้ำถึงความธรรมดาที่เขาอยากได้รับจากคนรอบข้างอีกครั้งในโอกาสนี้ ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากที่จะพูดคุยกับคนรอบข้างได้โดยไม่มีกำแพงของชนชั้นกั้นแบบที่เขาพูดกับบอลด์วิน เฟลิกซ์ และนอร่า ฟินตันเข้าใจดีถึงความยากในการปรับตัว สิ่งเหล่านี้ที่เป็นเรื่องปกติที่ทำมาเห็นร้อยเป็นพันปีกับคนที่เป็นชนชั้นปกครอง จะให้จู่ ๆ เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืนก็คงจะเกินจริงไปมาก แต่เขาก็อยากให้ทุกคนลองค่อย ๆ ลองดูในสิ่งที่จะนำพาให้ประชาชนกับชนชั้นปกครองใกล้กันและเชื่อมถึงกันได้มากขึ้นนี้
“จะดีหรือขอรับ?”
อัลเบิร์ตเป็นตัวแทนคนทั้งหมดถาม
“ดีอย่างแน่นอน ดูอย่างสหายของข้าเป็นตัวอย่างก็ได้ จริงไหมเฟลิกซ์?”
ฟินตันพูดจบก็หันไปหาเฟลิกซ์เพื่อถามความเห็น
“อ- อื้อ แรก ๆ ข้าก็ไม่กล้าที่จะพูดคำสามัญหรอก รวมไปถึงการลดความนอบน้อมลงด้วย แต่พอได้ลองทำเหมือนฟินตันเป็นสหายคนนึงแล้ว…”
เฟลิกซ์หยุดพูดกลางคันก่อนจะลุกขึ้นยืนข้างผู้เป็นเจ้าชายที่ยืนอยู่มานาน แล้วเดินเข้าไปวาดแขนคล้องคออีกฝ่ายไว้ด้วยความสนิทสนม จากนั้นจึงพูดต่อ
“เจ้านี่ดีที่หนึ่งดังที่พวกเจ้าว่าจริง ๆ นั่นแหละ แต่ถึงยังไงก็เป็นคนธรรมดาคนนึงเหมือนพวกเราทุกคน”
เฟลิกซ์กล่าวได้ดีจนฟินตันรู้สึกเกินจริง เลยยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาตบไหล่อีกฝ่ายแปะ ๆ สองสามที
“ถูกต้องแล้ว ๆ เห็นเป็นเจ้าชายที่อาจจะดูน่าเกรงขามแบบนี้ แต่ฟินตันน่ารักจะตาย ใช่หรือเปล่าบอลด์วิน?”
นอร่าลุกขึ้นมากอดแขนข้างหนึ่งของฟินตันเอาไว้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังยกนิ้วขึ้นมาจิ้มแก้มของคนเป็นเจ้าชายอีก แล้วยังเรียกให้บอลด์วินออกความเห็นเกี่ยวกับความน่ารักของฟินตันอีก ฟินตันอยากจะสร้างลูกไฟมาใส่นางก็เพราะแบบนี้นั่นแหละ
“อื้อ… ฟินตันอยากที่จะให้พวกเจ้าเข้าถึงเขาได้เยอะ ๆ เพื่อที่จะสามารถต่อสู้ร่วมกันได้อย่างดี รวมไปถึงการฟื้นฟูอาณาจักรหลังจากนี้ด้วย ฉะนั้นแล้ว…”
ฝ่ามือหนาถูกวางลงบนศีรษะของฟินตันแล้วลูบไปมาให้ชวนเคลิ้ม ท่ามกลางความตกใจของคนมากมายที่บอลด์วินสัมผัสร่างกายส่วนนั้นของคนเป็นเจ้าชาย บอลด์วินได้กล่าวต่อ
“พวกเจ้าช่วยเข้าใจคุณคนเก่งของพวกเราด้วยนะ”
คำชมมากมายจากคนนับพัน
คำพูดดี ๆ ที่ดูดีเกินไปจากสหายที่เชื่อใจ
ทั้งหมดนี้ทำให้ฟินตันเขินก็จริง
แต่ไม่มีอันไหนเลยทำให้เขินได้มากเท่าคำพูดของบอลด์วิน
 
ฟินตันเป็นคนเก่งของบอลด์วินเลยนะ