ค่ำคืนนั้นกว่าฟินตันจะได้กลับมายังเต็นท์ที่พักก็ค่ำพอสมควร
จากการต้องไปพบปะผู้คนมากมายที่มาร่วมรับประทานอาหารเย็นที่ค่ายพักแรมของเมือง
การได้พูดคุยกับผู้คนมากมายที่แม้พวกเขาเหล่านั้นจะยังไม่ค่อยมีคนกล้าใช้คำสามัญกับฟินตัน
แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเท่ากันของสังคมยิ่งขึ้น
และเป็นหน้าที่ของการเป็นผู้ปกครองอาณาจักรในอนาคตที่ต้องรับฟังเสียงของประชาชนอยู่เสมอ
การได้พูดคุยกับคนมากมายแบบนี้เองก็ชวนให้ฟินตันนึกถึงผู้เป็นพ่อขึ้นมาด้วย
ถ้าทั้งหมดนี้สำเร็จ
เขาตั้งใจว่าจะเป็นกษัตริย์ที่ดีแบบพ่อของเขาให้จงได้
“ข้าหมดแรงแล้ว ราตรีสวัสดิ์นะบอลด์วิน”
ทันทีที่กลับมาถึงเต็นท์ ฟินตันก็กระโดดลงนอนกับเตียงนุ่มทันที
ส่วนบอลด์วินโบกมือบอกลาเฟลิกซ์กับนอร่าที่อมยิ้มอยู่ก่อนจะเดินตามเข้ามา
และไม่ลืมที่จะปิดผ้าม่านหน้าทางเข้าเต็นท์ด้วยเพื่อไม่ให้ใครมารบกวนเหมือนเมื่อช่วงเย็นอีก
ในตอนที่จะปิดผ้าม่านนั้นนอร่ากับเฟลิกซ์ก็ได้ทำท่าทางล้อเลียนมาทางบอลด์วินด้วย
อัศวินหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์แล้วเอื้อมมือไปวางที่ดาบที่เหน็บอยู่กับตัว
สองคนดังกล่าวจึงรีบหนีกลับเต็นท์ของตนเองไป
“เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหมแล้วค่อยนอนเจ้าน่ะ”
“ข้าขี้เกียจนี่นา ขอข้านอนเลยไม่ได้หรือ?”
ฟินตันพลิกตัวมานอนหงาย พร้อมกับเท้าที่ค่อย ๆ
ดันรองเท้าออกจากเท้าไปให้เป็นอิสระ เขาพร้อมที่จะหลับได้ทุกเมื่อเลย
และท่าทางที่กำลังใกล้จะหลับแบบนี้ชวนให้คนอีกคนที่อยู่ร่วมเต็นท์ด้วยคิดในใจว่าเขานั้นน่ารักจริง
ๆ
“ไม่ได้ รับนี่ไปแล้วเปลี่ยนชุดเสีย”
บอลด์วินวางชุดนอนของฟินตันที่หยิบมาจากกระเป๋าลงทับฝ่ามือของคนเป็นเจ้าชายแล้วสั่ง
หลังจากบ่นอุบอิบอีกเล็กน้อยฟินตันตัวก็ยอมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนแต่โดยดีและกลับลงมานอนที่เตียงดังเดิม
คราวนี้พร้อมนอนเต็มที่ยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยพอชุดเข้าที่เข้าทางกว่าเก่า
ในตอนนี้เรื่องราวของอัศวินลมและเจ้าชายไฟน่าจะถูกนอร่าเอาไปเล่าให้เฟลิกซ์ฟังอยู่แน่
ๆ จากการที่เธอเข้ามาเห็นฟินตันจูบกับบอลด์วินในช่วงเย็น ซึ่งเอาจริง
ๆ แล้วตัวบอลด์วินก็ไม่ค่อยที่จะกังวลมากนักเท่ากับเมื่อก่อน
เพราะสองคนนี้เป็นสองคนที่เขาไว้ใจได้ว่าหากรู้เรื่องนี้ไปที่จะทำได้อย่างมากก็แค่พูดแหย่เขากับคนรักของเขาเท่านั้น
ไม่เหมือนในเมื่อหลายปีก่อนที่นอกจากครอบครัวของฟินตันแล้วก็ยังมีเหล่าขุนนางมากมายที่เป็นอุปสรรคต่อความรักของบอลด์วินอีก
ก็ไม่อยากพูดว่าการยึดอำนาจของคีย์รันนั้นทำให้เขาได้รักกับฟินตันได้
เพราะพวกเขาต่างเจ็บปวดและสูญเสียอะไรหลายอย่างไปทั้งคู่
ฉะนั้นไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้น
บอลด์วินก็พร้อมจะพยายามเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากคนทั้งหมดรอบข้างและได้คบกับฟินตันอยู่ดี
“ข้าขอถามอะไรเจ้าก่อนข้าจะหลับได้หรือเปล่า?”
ฟินตันหาวขณะพลิกตัวมานอนตะแคงแนบใบหน้าลงกับหมอนนุ่มแล้วทอดสายตาไปหาคนข้าง
ๆ ตาของเขาใกล้ที่จะปิดแล้ว
แต่ความสงสัยภายในใจก็กระตุ้นให้อยากที่จะตื่นต่ออีกหน่อย
“ได้สิ อะไรหรือ?”
บอลด์วินที่เห็นเช่นนั้นจึงหันตัวมานอนตะแคงเช่นกัน
“เจ้าไปหัดจูบแบบนั้นมาจากที่ไหนกัน?”
คำถามที่ไม่คาดคิดทำเอาบอลด์วินไปต่อไม่เป็น
แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าคนถามจะเป็นคนคนนี้
ซึ่งถ้าให้ตอบตามความจริงแล้ว…
“ข้าสังเกตจากคนรอบข้างน่ะ
แล้วก็ข้าเคยมีคนรักด้วยตอนก่อนที่จะรู้จักกับเจ้า
ตอนนั้นครอบครัวของนางเขาอยากให้ข้าแต่งงานกับลูกสาวของเขา
เป็นการลองคบกันที่สุดท้ายก็ไปกันไม่รอดเพราะข้าไม่ได้รักนางจริง ๆ”
ในตอนนั้นครอบครัวของครูใหญ่ของโรงเรียนที่แอนนาทำงานอยู่มีลูกสาวที่วัยไล่เลี่ยกันกับบอลด์วิน
ทางครอบครัวเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่อยากจะให้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างครูที่ดีอย่างแอนนาและครูใหญ่ของโรงเรียน
เลยอยากที่จะให้ลูกสาวของครูใหญ่แต่งงานกับบอลด์วิน
การคบกันครั้งนั้นเป็นการลองคบกันตามที่ผู้ใหญ่จัดแจงเอาไว้ให้
ซึ่งเอาจริง ๆ
แล้วบอลด์วินก็ไม่ปฏิเสธว่าเธอคนนั้นเป็นคนที่สวยงามมากคนหนึ่ง
แต่ใจของเขาไม่ได้รู้สึกรักเธอเท่าไหร่นี่นา
สุดท้ายเลยจบลงแค่เพียงการเป็นเพื่อนที่มีครอบครัวสนิทกันราวลูกพี่ลูกน้อง
และยังคงติดต่อกันอยู่บ้างในบางครา
แล้วก็เป็นเธอคนนี้นี่เองคอยส่งข่าวจากมอนทาราให้กับอัศวินหนุ่มมาตลอดหลายปี
“เจ้าเคยมีการคบหากับคนอื่นก่อนข้าด้วยหรือนี่
ทำไมข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยเล่า?”
ฟินตันลุกขึ้นนั่งด้วยความสนใจ
ความง่วงที่มีลดลงไปบ้างเพราะเจอเรื่องที่น่าฟัง กับมีความรู้สึกแปลก
ๆ ด้วยที่รู้ว่าเขาไม่ใช่จูบแรกและคนที่คบหาคนแรกของคนตรงหน้า
“ข้าไม่ได้อยากเล่านี่นา แล้วเรื่องมันไม่ได้สำคัญอะไร
แถมผ่านมาก็หลายปีมากแล้วด้วย เจ้า… หึงหรือ?”
“ป- เปล่าเสียหน่อย ข้าแค่สงสัยเฉย ๆ ว่าทำไมข้าถึงไม่เคยรู้มาก่อน
ไม่มีอะไรหรอก”
คำว่าเปล่าและมีคำต่อท้ายแบบนี้บอลด์วินเข้าใจดีว่าฟินตันมีอะไรภายในใจแน่นอน
และฟินตันก็คงหึงไม่ผิดแน่ น่ารักเสียจริงเจ้าชายของเขา
“แต่ตอนนี้ข้ามีเพียงเจ้า ไม่ต้องห่วงหรอก”
ฝ่ามือของบอลด์วินลูบไปตามผ้าปูที่นอนนุ่มและไปหยุดที่มือข้างหนึ่งของฟินตัน
เขากุมมือนั้นเอาไว้ด้วยและบีบเบา ๆ
ขณะพูดเพื่อเป็นการยืนยันว่าฟินตันคือหนึ่งเดียวที่บอลด์วินมีในใจ
“ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรเลยเสียหน่อย นอนเสียเถอะ
ก่อนที่จะดึกไปมากกว่านี้”
บทสนทนาถูกตัดลงด้วยความเขินที่เริ่มก่อตัวของฟินตัน
โคมไฟถูกดับลงและส่งความมืดเข้ามาปกคลุมทั่วเต็นท์แทน
แต่จะว่ามืดก็อย่างไร แสงไฟจากบริเวณรอบข้างในค่ายก็ยังพอส่องแสงสลัว
ๆ เข้ามาให้พอมองเห็นรอบข้างลาง ๆ อยู่ดี
“ราตรีสวัสดิ์นะ…”
บอลด์วินลากเสียงยาวเตรียมจะแกล้งเรียกชื่อเต็มของฟินตัน
“พูดดี ๆ”
แต่ก็โดนคนผมสีน้ำตาลพูดเสียงน่ากลัวใส่ไว้ก่อน
เลยจึงต้องยอมล้มเลิกไป
“…ฟินตัน”
“ดีมาก เจ้าก็ด้วยล่ะบอลด์วิน”
ผ้าห่มถูกดึงขึ้นมาที่อก และนิทราส่งพวกเขาเข้านอนในที่สุด
“เพื่อเป็นการปลุกขวัญและกำลังใจ กระหม่อมขอเรียนเชิญเจ้าชายฟินตัน
ดยุกแห่งนอร์ด
ขึ้นมากล่าวข้อความปลุกใจก่อนการเคลื่อนทัพของเราในวันนี้ขอรับ”
“ทำความเคารพ!”
พรึบ!
เสียงของเหล่าทหารที่ยกมือขึ้นวันทยหัตถ์อย่างพร้อมเพรียงกันส่งเสียงดังจนใครก็ต่างต้องหันไปมอง
อัลเบิร์ตในฐานะของหัวหน้าฝ่ายทหารของกองทัพจำนวนราวสามถึงสี่พันนายอันเป็นขนาดไม่เล็กเท่าไหร่กล่าวเตรียมพร้อมการออกเคลื่อนทัพสู่เมืองที่อยู่ในเส้นทางการเดินทางแห่งต่อไปในนามวาสเซอร์เฟิร์ต
และก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนพล
เขาก็ได้เชิญให้ฟินตันที่เป็นเจ้าชายของอาณาจักรขึ้นมาพูดปลุกใจเหล่าทหารและประชาชนที่มาส่งพวกเขาด้วย
เพราะในเวลานี้เขาคือแสงเพลิงแห่งความหวังอย่างแท้จริง
ซึ่งมันจะไม่ยากเลยถ้าฟินตันรู้ว่าควรจะพูดอะไร
นั่นเพราะเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนนี่สิ
“เอ่อ… ข้า…”
ฟินตันเดินออกมาด้านหน้าแล้วเริ่มนึกว่าเขาควรจะพูดอะไรดี
สายตาของเขาพยายามหันไปหาความช่วยเหลือจากสหายของเขาแต่ก็ไม่น่าจะมีใครช่วยอะไรเขาได้ในสถานการณ์นี้
“ข้าอยากจะขอให้พวกเจ้าทุกคนสู้เคียงข้างข้าเพื่ออาณาจักร
สู้เพื่อสิ่งที่เราเคยมี เพื่อสิ่งที่ถูกพรากไป ฉะนั้นแล้ว…”
คำพูดของฟินตันนั้นดูดีมากจนแม้แต่บอลด์วินก็ไม่อาจเชื่อในหูของตัวเองว่าได้ยินมันถูกต้องทั้งหมดหรือเปล่า
เหล่าทหารก็ต่างมองใบหน้าของคนเป็นเจ้าชายด้วยความศรัทธา
ไม่ต่างอะไรกับผู้คนมากมายที่มาร่วมส่งทหารทั้งหมดที่เป็นกำลังอาสาจากชาวเมืองเกียสเซน
ที่ตอนนี้ก็ต่างรับรู้ได้ถึงแสงสว่างของอนาคตที่แผ่ซ่านไปทั่วอาณาบริเวณ
แต่แล้วทั้งหมดที่ดูดีนี้ก็…
“งั้นพวกเราก็... เคลื่อนทัพกันไปได้เล๊ย! อุ๊บ- บอลด์วิน
ช่วยข้าด้วย ข้าไม่รู้ว่าต้องพูดยังไง ฮ่า ๆๆๆ”
ความจริงจังที่ถูกสร้างมาในตอนต้นมลายไปหมดสิ้นกับประโยคสุดท้ายและเสียงหัวเราะรั่วของผู้เป็นเจ้าชาย
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของใครหลายคนอย่างไม่ค่อยกล้าเท่าใดนัก
แต่พอได้เห็นฟินตันทนไม่ไหวที่ตัวเองเผลอหัวเราะจนต้องไปเกาะแขนบอลด์วินไว้นั้นก็ทำให้คนกล้าที่จะยิ้มออกมามากขึ้น
“ท่านฟินตันขอรับ เห้อ… จริงจังก่อน”
“ฮึบ! อืม… เช่นนั้น เริ่มเคลื่อนทัพนับแต่บัดนี้ได้เลย”
ฟินตันพยายามหยุดหัวเราะและกลับมามีสีหน้าจริงจังอีกครั้ง
เขาหยิบดาบเล่มงามออกมาชูขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นการปิดท้ายการกล่าวคำพูดปลุกใจในเช้าวันนี้
ก่อนที่จะปล่อยให้แต่ละฝ่ายแยกย้ายกันเตรียมตัวออกเดินทางต่อไปสู่จุดหมายต่อไปอย่างวาสเซอร์เฟิร์ต
วาสเซอร์เฟิร์ตเป็นเมืองใหญ่ทางตอนกลางของอาณาจักรโคโลเนีย
นับเป็นหัวเมืองเอกที่อยู่ใกล้กับมอนทารามากที่สุด
ถูกกั้นเอาไว้เพียงแนวเทือกเขามอร์บัลลาทางตะวันตกเฉียงเหนือเท่านั้น
นครแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางอำนาจที่ไล่เลี่ยกับมอนทารามาโดยตลอด
ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเนื่องจากการจะออกสู่ทะเลได้เร็วที่สุดก็คือผ่านแม่น้ำเรนอสซึ่งไหลจากแคว้นวาสเซอร์เฟิร์ตทางตะวันตกผ่านไปยังใจกลางมอนทารา
ทั้งหมดนี้นำมาสู่ราวสามศตวรรษที่แล้วที่ทั้งสองแคว้นเริ่มรวมเข้าด้วยกันในฐานะอาณาจักรใหม่ในนามโคโลเนีย
การปกครองในรูปแบบใหม่ของทั้งสองอาณาจักรนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรอิลลูม่าที่ได้เกิดการรวมสี่แคว้นเข้าด้วยกันไปก่อนหน้าราวครึ่งศตวรรษ
และการที่แม้จะรวมเข้าด้วยในเป็นอาณาจักรเดียว
แต่ก็เป็นการรวมกันแบบหลวม ๆ
ภายในแล้วแต่ละแคว้นยังคงพอมีอำนาจในตัวเองอยู่บ้าง
ทำให้แต่ละแคว้นยังคงอิสระต่อกันเอาไว้ได้บางส่วน
และร่วมมือกันในเรื่องที่สร้างความมั่นคงและเติบโต
แบบนี้ทำให้เสถียรภาพและการคานอำนาจระหว่างผู้ปกครองระดับแคว้น
ซึ่งโดยปกติจะเป็นดยุก และราชวงศ์ที่ส่วนกลาง
นั่นคือราชวงศ์ของฟินตันที่มอนทารา มีในระดับที่เหมาะสม
จนทำให้เกิดการเข้าร่วมสวามิภักดิ์จากแคว้นต่าง ๆ
โดยรอบมากมายขึ้นและกลายมาเป็นโคโลเนียที่มี 27
แคว้นย่อยในหนึ่งอาณาจักร
เหล่าทหารและชาวบ้านเมื่อช่วยกันจัดเก็บค่ายพักแรมเสร็จเรียบร้อยก็พร้อมที่จะออกเดินทาง
หลายครอบครัวต่างมาส่งตัวแทนของครอบครัวในการเข้าร่วมศึกครั้งนี้ที่ขอบของตัวเมืองด้วยกัน
พร้อมทั้งคำอวยพรมากมายให้ชัยชนะตกมาสู่ผู้ที่เหมาะสมในตอนท้ายของศึกครั้งนี้
ภาพของชาวเมืองที่ร่ำลากันแม้จะเป็นเหล่าผู้คนที่สมัครใจ
แต่ก็มอบความเศร้าในใจให้แก่ฟินตันมากพอสมควร ดังนั้นแล้ว
เขาจึงได้ตั้งปณิธานว่าจะดูแลทุกคนภายในกองทัพนี้อย่างดี
และได้กลับมาหาครอบครัวที่รักในตอนจบให้ได้
ฟินตันและหัวหน้าฝ่ายทหารอย่างอัลเบิร์ตเองไม่ได้มีนโยบายในการบังคับเกณฑ์กำลังพลเหมือนกับคีย์รัน
แต่กระนั้นก็ยังมีผู้คนสมัครใจเข้าร่วมทัพกับพวกเขาถึงกว่า 4,000 นาย
กองทัพขนาดที่พอจะเริ่มดูดีนี้ต่างเต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอาณาจักรไปในสิ่งที่ดีกว่า
ไม่ใช่เหล่าผู้คนที่ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
เพราะแบบนั้นแล้วเหล่าผู้บัญชาการจึงมั่นใจได้ถึงคุณภาพที่มากกว่ากองทัพในอนาคตที่อาจรอทำศึกกับพวกเขาอยู่ได้อย่างแน่นอน
“ท่านฟินตันขอรับ พวกกระหม่อมได้วางแผนออกมาคร่าว ๆ
จำนวนทั้งสิ้นสองทางเลือก หนึ่งคือใช้กำลังเข้าโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว
และยึดวาสเซอร์เฟิร์ตเข้ามาใต้การปกครองของท่านราวกับสายฟ้าฟาด
หรือสอง ปิดล้อมทุกทิศทางเพื่อกดดันให้ยอมจำนนขอรับ”
วาสเซอร์เฟิร์ตเป็นเมืองที่อยู่ห่างจากเกียสเซนไม่มาก
ใช้เวลาเดินทางเพียงสองวันเท่านั้นก็จะถึงที่หมาย
และในคืนสุดท้ายก่อนจะถึงแบบนี้
การวางแผนของเหล่าผู้บังคับบัญชาจึงได้เกิดขึ้นหลังจากร่วมรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย
ฟินตันที่ยืนกอดอกฟังการเล่าแผนการรบของอัลเบิร์ตอยู่กับบอลด์วินนั้นมีสีหน้าจริงจัง
เพราะเขาไม่อยากที่จะให้เกิดการปะทะเลยหากไม่จำเป็น
ทรัพยากรมนุษย์ทุกคนมีค่าและจำกัด
พวกเขาต่างมีคนที่คอยเป็นห่วงอยู่ทั้งนั้น จะมาเสี่ยงไม่ได้
นั่นทำให้เขามีความคิดอีกแบบเป็นทางเลือกที่สาม
“ถ้าหากว่า... เราใช้การเจรจาล่ะ?
ข้าไม่อยากให้เกิดการปะทะมากเท่าใดนักน่ะ
การสูญเสียมันไม่ได้เกิดแค่กับเรา แต่กับชาวเมืองเกียสเซนด้วย”
ฟินตันกล่าวพร้อมกับเดินไปหยิบสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายหมากในหมากรุกบนผืนผ้าแผนที่บนโต๊ะที่เรียงรายล้อมวาสเซอร์เฟิร์ตอยู่ออก
และวางมันทั้งหมดลงไว้ด้วยกันที่เนินเขาเตี้ย ๆ ที่ชานเมืองแทน
“เจรจาหรือขอรับ?
กระหม่อมเกรงว่าทางวาสเซอร์เฟิร์ตไม่น่าที่จะยอมเจรจานะขอรับ”
หนึ่งในทหารในเต็นท์บัญชาการกล่าว
เขารู้เป็นอย่างดีว่าเมืองใหญ่ที่จงรักภักดีต่อคีย์รันเป็นอย่างมากอย่างวาสเซอร์เฟิร์ตนั้นไม่มีทางที่จะอ่อนข้อให้กับพวกเขาที่เป็นกองทัพเล็ก
ๆ อย่างแน่นอน
แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจในการเลี่ยงไม่ให้เกิดความสูญเสียของฟินตัน
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ลองก่อนดีหรือไม่?
เดี๋ยวข้ากับสหายของข้าจะเป็นผู้ออกไปเจรจาเอง”
ฟินตันเลื่อนหมากรูปคนจำนวนสี่หมากไปที่หน้าประตูเมืองหลักประกอบการพูด
หมากเหล่านั้นสื่อถึงตัวแทนของเขา บอลด์วิน เฟลิกซ์ และนอร่า
“อ- อย่าทำเช่นนั้นเลยขอรับ เพื่อความปลอดภัยของพระองค์เอง”
อัลเบิร์ตแสดงความเป็นห่วงออกมาและพยายามห้ามฟินตัน
แต่ก็ไม่อาจจะห้ามความคิดที่อยากจะประนีประนอมของเจ้าชายหนุ่มได้อยู่ดี
“ไม่เป็นอะไรหรอก เชื่อใจข้านะ
แต่หากข้ากับสหายออกไปเจรจาแล้วไม่เป็นผล
พวกเจ้าสามารถดำเนินการตามแผนการที่หนึ่งได้เลย แบบนี้ดีหรือเปล่า?”
ตู้มมม!
“ฟินตัน หลบข้างหลังข้าเอาไว้”
เสียงของวัตถุขนาดใหญ่พุ่งลงมาตกกระทบลงบนพื้นห่างจากคนทั้งสี่ไปไม่ไกล
การเจรจาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงแม้จะมีการพยายามสื่อสารอย่างไร้ความรุนแรงจากฟินตันแล้วก็ตาม
แต่ดยุกผู้ปกครองวาสเซอร์เฟิร์ตก็ไม่สนใจที่จะยอมเข้าร่วมกับฟินตันและพวกเลย
และพอพยายามจะโน้มน้าวต่อ
วัตถุขนาดใหญ่ดังกล่าวจึงเป็นคำตอบแทนคำพูดปฏิเสธ
ดีที่ฟินตันถูกบอลด์วินดึงไปหลบข้างหลังได้ทันเลยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
“เฟลิกซ์ บอกให้อัลเบิร์ตบุกตามแผนการได้เลย”
ฟินตันที่หลบเศษวัตถุต่าง ๆ
มากมายอยู่หลังบอลด์วินบอกให้เฟลิกซ์รีบเทเลพอร์ตไปหาค่ายของทัพของพวกเขาและทำตามแผนเมื่อการเจรจาไม่เป็นผลทันที
“รับทราบขอรับ”
เสียงตอบรับของเฟลิกซ์จบลงด้วยเสียงของการเทเลพอร์ตที่เริ่มจะคุ้นชินขึ้นมาบ้างกับสหายอีกสามคน
ต่อมาไม่นานเกินรอ เสียงแตรรบก็ดังมาจากทางเนินเขาเตี้ย ๆ
ที่ทัพนำโดยอัลเบิร์ตหยุดรอดูสถานการณ์อยู่กำลังมุ่งหน้ามาสมทบ
“ฟินตัน ข้าคิดว่าข้าจัดการพลธนูได้ แต่ต้องอาศัยแรงของเจ้า”
“ว่ามาได้เลย”
นอร่าให้ฟินตันใช้กำลังไฟของเขาเบี่ยงเบนความสนใจของกำลังทหารที่กำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขาไปทางเจ้าตัวแทน
ส่วนตัวเธอใช้พลังที่มีหายตัวเข้าไปหลังแนวหน้าของกองกำลังวาสเซอร์เฟิร์ตได้สำเร็จ
ก่อนจะเริ่มลงมือสังหารคนจากภายในโดยไม่มีใครมองเห็น
“ย๊ากกกก!!”
ดาบที่ร้อนยิ่งกว่าไฟไหน ๆ ฟาดลงใส่ศัตรูคนแล้วคนเล่า
ฟินตันกระโดดขึ้นและเหวี่ยงดาบออกรอบตัวเป็นวงกลม
สร้างความเสียหายแก่ศัตรูจำนวนมากในคราวเดียว
ด้านข้างถัดไปไม่ไกลบอลด์วินเองก็ใช้ดาบผสมผสานกับพลังจิตได้ดีไม่ต่างกัน
พลังการควบคุมกระแสลมที่ใช้สะท้อนลูกธนูและศัตรูได้ทำให้เจ้าตัวหลบหลีกการโจมตีได้ดีกว่าใคร
และจนถึงตอนนี้ที่ทัพจากเนินเขาได้มาถึงบริเวณที่เขาอยู่
อัศวินหนุ่มก็ไม่ได้รับรอยขีดข่วนใด ๆ เลย
“เรียกมาแล้วตามคำขอขอรับ”
เฟลิกซ์เทเลพอร์ตกลับมาเมื่อกองกำลังมาสมทบ
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใสแม้ในสถานการณ์ท่ามกลางการต่อสู้นี้รวมกับการพูดอย่างสุภาพทำให้ฟินตันถอนหายใจ
“เห้อ… ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว- แต่ช่างมันก่อน
เจ้าเข้าไปช่วยนอร่าทะลวงทัพหน้าจากภายในหน่อยสิ”
“แหะ ๆ รับทราบขอรับ”
หลังจากค้อมหัวให้เล็กน้อยและเทเลพอร์ตหายไป
ด้วยแรงจากพลังจิตอันทรงความสามารถของนอร่าและเฟลิกซ์
แนวป้องกันเกิดช่องว่างขึ้น
“บุกกกกก!!”
ทันทีที่อัลเบิร์ตเห็นช่องว่างดังกล่าว
เขาก็สั่งให้กำลังพลทั้งหมดมุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนนั้นทันที
ทหารจากเกียสเซนเลยสามารถเจาะทะลวงฝ่าเข้าไป
และกระจายแทรกซึมไปทั่ววาสเซอร์เฟิร์ตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายได้
ก่อนจะตามมาด้วยฟินตันและบอลด์วินที่ตามเข้าไป
และภาพที่ชวนให้ทุกคนมีกำลังใจก็เกิดขึ้นภายในนครแห่งนี้เช่นกัน
ผู้คนภายในเมืองต่างออกมาร่วมสู้รบกับผู้ปกครองและทหารของเมืองอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อทราบว่าทัพที่กำลังบุกเมืองของพวกเขานี้นำโดยใคร
ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปก่อนหน้า ในตอนนี้นั้น
แสงสว่างในข่าวลือนั้นได้เดินทางมาถึงนครแห่งนี้แล้ว
เมื่อเชื้อเพลิงที่รอวันปะทุมาอย่างยาวนานจากการกดขี่ได้รับการจุดให้ลุกโชนขึ้นลามต่อกันไปเรื่อย
ๆ ฝ่ายผู้ปกครองจึงต้องรับศึกจากสองด้านแทน
ใช้เวลาไม่นานกองกำลังก็บุกมาถึงปราสาท ณ ใจกลางเมือง
เสียงตูมตามดังไปทั่วท้องถนน
ควันและเปลวเพลิงพวยพุ่งออกจากอาคารบ้านเรือน
สีดำเทาที่ลอยขึ้นไปของมันตัดกับท้องฟ้าสีสว่างและเมฆสีขาว
สลับด้วยแสงสีแปลกตาของพลังจิตและเวทมนตร์ที่ดูสวยงามแต่น่ากลัว
เลือดสีแดงฉานและเปลวเพลิงสีส้มฉาบไปทั่วนครอันยิ่งใหญ่
ผู้คนต่างสู้กันด้วยดาบและอาวุธอื่น ๆ รวมไปถึงพลังจิตและเวทมนตร์
และยิ่งเป็นเมืองใหญ่แบบนี้
ย่อมมีผู้ที่มีพลังและเวทมนตร์แกร่งกล้ารวมอยู่เป็นจำนวนมาก
แผนการที่วางเอาไว้ว่าจะทำการบุกดังสายฟ้าฟาดก็กลับเป็นไปตามที่คาดได้อย่างเต็มที่
เพราะแม้จะมีประชาชนจากทั่วทั้งนครให้การสนับสนุน
แต่การจะบุกเข้าไปภายในปราสาทที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนานั้นทำได้ยากเสียจริง
ๆ
แม้จะยากกว่าที่คาดแค่ไหน
ท้ายที่สุดการต่อสู้ก็จบลงด้วยชัยชนะของฟินตันและพวกร่วมกับประชาชนชาวเมืองวาสเซอร์เฟิร์ต
แม้จะยากและหนักหนา
แต่ผู้เสียชีวิตจากฝั่งของเจ้าชายหนุ่มนั้นก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด
ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือนครที่เคยสวยงามและเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรนั้นได้ถูกทำลายลงเป็นวงกว้าง
ชาวเมืองมากมายสูญเสียชีวิตและที่อยู่อาศัย
เปลวเพลิงยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องไปจนถึงเวลาค่ำ
ควันสีเข้มที่เคยมองได้ชัดในยามกลางวันก็กลับกลืนไปกับค่ำคืนอันมืดมิด
แต่กระนั้นก็ยังคงรู้ว่ามันยังคงพวยพุ่งออกมาจากเมืองที่เคยสวยงามนี้อยู่จากแสงสว่างที่พลิ้วไหวรอการดับให้มอดลง
ชัยชนะที่ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าไร้ที่ตินี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมออกไปอีกระลอก
ส่งความหวังสู่ผู้คนทั้งอาณาจักรให้กลับมามีมันอีกครั้ง
“คนเจ็บไปทางนั้นได้เลย”
ฟินตันปาดเหงื่อพร้อมกับผายมือไปทางแคมป์ฝ่ายพยาบาลให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บที่พยุงเดินกันมา
หลายคนพยายามจะนอบน้อมต่อเขาด้วยการโน้มศีรษะลง
แต่เจ้าชายหนุ่มก็จะพยายามเข้าไปห้ามเอาไว้ตลอด
และยังพาพวกเขาเหล่านั้นไปส่งถึงยังเต็นท์ด้วยตัวของตนเอง
“ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงขอรับ ท่านฟินตัน”
“ข้าต่างหากเราที่ต้องขอบคุณพวกเจ้า หากไม่มีพวกเจ้าแล้ว
ศึกครั้งนี้คงจะได้รับชัยชนะมายากกว่านี้แน่นอน”
คนเป็นเจ้าชายยิ้มขณะพูดกับชาวเมืองที่ได้รับบาดเจ็บ
แม้แผลของชาวเมืองตรงหน้าจะไม่ได้หนักหนาอะไรมาก
แต่ฟินตันก็อดที่จะโทษตัวเองที่เป็นเหตุให้ชาวเมืองได้รับบาดเจ็บมากขนาดนี้ไม่ได้
และอยากจะขอบคุณพวกเขาเหล่านั้นทุกคนที่ร่วมรบไปกับเขา
ร่วมต่อกรชนชั้นที่ปกครองและกดขี่พวกเขามาอย่างยาวนาน
มอบชัยชนะอันเป็นอิสรภาพให้แก่นครแห่งนี้ในรอบหกปี
“ฟินตัน เจ้าก็มีแผลเช่นกันตั้งหลายจุด พักก่อนดีกว่าหรือไม่?
เดี๋ยวข้าจะไปตามบอลด์วินมาให้”
นอร่าเดินมาเห็นสหายของเธอดูแลคนอื่นดีไปหมดจนลืมที่จะดูแลตัวเอง
แผลจากรอยดาบตามแขนและแก้ม เลือดที่ไหลซึมออกมาเริ่มแห้งเป็นแผ่น
ถ้าหากไม่ทำความสะอาดและทำแผลให้เหมาะสมแล้วล่ะก็
มีหวังแผลจะอักเสบจากสิ่งสกปรกทั้งหลายแน่นอน
ยิ่งฟินตันใช้แขนเสื้อในการเช็ดปาดเหงื่อตามใบหน้าแบบเมื่อครู่แล้วด้วยอีก
“ม- ไม่ต้อง ข้าไปพักก็ได้ ฝากดูแลคนตรงนี้ด้วยล่ะ”
“อื้อ ขอบคุณที่เหนื่อยเพื่อพวกเรานะ”
ฟินตันเดินอย่างไม่ค่อยรู้ทิศไปตามลานกวางที่ใจกลางเมืองเรื่อย ๆ
เขาเคยมาที่เมืองแห่งนี้บ้างเป็นครั้งคราวเมื่อในอดีต
จากการที่เป็นหัวเมืองตั้งต้นของการรวมเป็นโคโลเนีย
พระราชาวูลแฟรมจึงมีการเดินทางมาเยี่ยมเยือนนครแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง
และฟินตันก็ได้ติดสอยห้อยท้ายมาด้วยบ่อย ๆ
ในช่วงแรกที่เขายังไม่ได้รู้จักกับบอลด์วิน
ฉะนั้นจึงยังพอจำเส้นทางภายในเมืองคร่าว ๆ ได้บ้างเล็กน้อย
“อ๊ะ ขอโทษครับคุณลุง”
ดูเหมือนการเดินมองสถานที่ที่มีความทรงจำอยู่ไปเรื่อย ๆ
ของฟินตันจะทำให้เขาลืมมองทางไปหน่อย
เลยไปชนเขากับชายวัยกลางคนคนหนึ่งเข้า
“โอ้ ท่านฟินตัน กระหม่อมต่างหากที่เดินไม่ดูทางเอง ขออภัยขอรับ”
“อย่าพูดเช่นนั้นเลยครับ เป็นผมที่เดินเหม่อเอง
คุณลุงเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? หรือหิวหรือไม่?”
ฟินตันมองสำรวจตามตัวของคนตรงหน้าเพื่อดูว่าเขาจะมุ่งหน้าไปที่ไหน
ไม่มีทั้งแผลและความเหนื่อยล้า คงจะไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่
“กระหม่อมไม่เป็นอะไรขอรับ ขอบพระคุณในที่ถามไถ่
กระหม่อมเพียงแค่จะไปดูอาการลูกชายที่หน่วยพยาบาล
เชิญพระองค์ตามสบายได้เลยขอรับ”
ได้ยินแบบนั้นฟินตันก็พยักหน้าให้และมองดูชายคนนั้นเดินไปทางเต็นท์พยาบาล
ทันทีที่เขาพบกับลูกชายของเขาตามที่บอกเขาก็เข้าไปสวมกอดกันแน่นทันที
ผ้าพันแผลตามแขนและศีรษะบ่งบอกถึงสิ่งที่เขาพบเจอมาในช่วงบ่ายของวันได้เป็นอย่างดี
ดีจริง ๆ ที่เขารอดชีวิตมาเจอผู้เป็นพ่อได้ในตอนค่ำ
และทำให้ฟินตันยิ้มออกมาเล็กน้อยกับภาพนั้น
ฟินตันคิดถึงผู้เป็นพ่อขึ้นมาอีกแล้วสิ
“ฟินตัน”
เจ้าชายผมสีน้ำตาลกลับหลังหันไปตามเสียงเรียก
คนคุ้นตายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกระสอบใส่ของในมือที่อุ้มไว้
ด้านข้างมีอีกคนที่คุ้นหน้าและยังคงยิ้มแย้มแม้จะต่อสู้จนเหนื่อยอยู่
เมื่อเห็นดังนั้นฟินตันเลยรีบเดินเข้าไปหาคนที่ตัวสูงที่สุดในทั้งสองทันที
“เจ้ามีเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
“ข้าไม่เป็นอะไร นอร่าบอกข้ามาผ่านเฟลิกซ์ว่าเจ้ามีแผล
เจ็บหรือไม่นั่น?”
ฝ่ามือของบอลด์วินข้างนึงยกขึ้นมาสัมผัสแก้มที่เป็นรอยแผลจากดาบตรงหน้า
เขาลูบมันช้า ๆ
อย่างเบามือเพราะกลัวคนที่รักจะเจ็บโดยไม่สนใจสายตาล้อเลียนจากอีกคนที่อยู่ข้าง
ๆ
“ไม่สนใจข้าแล้วหรือฟินตัน? ข้าเสียใจนะเช่นนี้”
เฟลิกซ์ทำท่าทางน้อยใจและร้องไห้หลอก ๆ ออกมา
ทำให้ฟินตันยิ้มออกมาได้แม้จะเขินอยู่ภายในใจ
“โธ่เฟลิกซ์ ข้ารู้ว่าเจ้าเก่งขนาดนี้
ไม่มีแผลอะไรตรงไหนใช่หรือเปล่า?”
ฟินตันสวมกอดกับสหายของเขาและตบหลังเบา ๆ
สามสี่ทีเป็นการชมและให้กำลังใจ
พลังที่มีความสามารถในการหลบหลีกสูงอย่างเทเลพอร์ตนี้ไม่น่าเป็นห่วงมากนักหรอกในการต่อสู้
ถึงเฟลิกซ์บอกว่าถ้าใช้บ่อย ๆ จะเหนื่อยมากก็ตาม
“สบายมาก นี่นะ ข้าจัดการพวกมันไปได้ตั้งมากมายเลยล่ะ
จากพวกไม้แท่งเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ แค่นั้นเอง
เจ้าน่าจะได้มาเห็นตอนที่ข้าตีลังกาข้ามกำแพงแล้วเทเลพอร์ตหายขึ้นไปบนฟ้า
ก่อนจะส่งไม้ปลายแหลมเหล่านั้นไปใส่ศัตรูนะ เท่อย่าบอกใครเลย
พูดแล้วข้ายังอยากจะชมตัวเองอีกเป็นร้อย ๆ
รอบว่าข้านั้นสุดยอดแค่ไหน”
เฟลิกซ์เล่าประสบการณ์ในการต่อสู้ออกมาอย่างพรั่งพรู
ราวกับว่าเขาสนุกกับมันมากและอยากจะอวดให้สหายได้รู้
มันทำให้ฟินตันสบายใจที่อย่างน้อยคนผมสีทองตรงหน้าก็ไม่ได้เครียดกับเรื่องที่ชวนให้เครียดอย่างสงครามเท่าเขา
“เก่งมากเลย ข้าดีใจนะที่เจ้าสนุกกับเรื่องแม้กระทั่งสงคราม”
ฉะนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะชมอีกฝ่ายเสียหน่อยให้ยังสนุกแบบนี้ต่อไปในอีกหลาย
ๆ ศึกที่รออยู่ในวันหน้า
แต่เหมือนคำชมนี้นอกจากจะทำให้เฟลิกซ์ยิ้มกว้าง
มันก็ไปทำให้ใครบางคนรู้สึกอะไรบางอย่างเข้าด้วย
“ข้าก็สนุกไปกับทุกเรื่องนั่นแหละจริง ๆ แล้ว อ๊ะ…”
เฟลิกซ์เกาที่หลังคอก่อนจะหยุดชะงักลงด้วยสายตาจากคนที่สูงกว่าฟินตันด้านหลังถัดไป
“เฟลิกซ์ ข้าขอจ้างเจ้าด้วยเนื้ออีกชิ้นที่จะติดไว้ก่อน
เจ้าช่วยไปหานอร่าเสียตอนนี้ได้ไหม แล้วเอากระสอบของข้าไปด้วย”
เสียงนิ่งเรียบสั่งคนผมสีทองที่มีใบหน้าตกกระ
เฟลิกซ์รู้ได้ทันทีว่าทำไมและเกิดจากอะไร
เจ้าตัวจึงยอมทำตามคำขอที่มีเนื้อหนึ่งชิ้นในอนาคตเป็นค่าตอบแทนแต่โดยดี
เพราะถ้าหากไม่ทำตามแล้วอาจจะเกิดหายนะต่อตัวเขาตามมาได้
“ด- ได้สิ ไว้เจอกันนะฟินตัน”
“อ้าว อื้อ ไว้เจอกันเฟลิกซ์
แล้วเจ้าไม่ต้องเอาของไปส่งด้วยตนเองหรือ?”
ฟินตันบอกลาสหายของเขาและหันกลับมาพูดกับบอลด์วินที่ยืนหน้าบูดหน่อย
ๆ อยู่
ปกติแล้วถ้าขนของมาก็ควรจะเป็นคนเอาไปส่งให้ถึงที่หมายไม่ใช่หรือ?
“ทำไมเฟลิกซ์ได้รับคำชม แต่ข้าไม่ได้มันกัน?”
บอลด์วินพูดด้วยเสียงอ่อน ๆ
ปนน้อยใจและหลบสายตาราวกับกำลังขอในสิ่งที่น่าอายจากคนรักของเขาอยู่
และฟินตันก็พึ่งรู้ตัวว่าเขาไม่ค่อยได้ชมบอลด์วินเท่าไหร่เลยนับแต่ออกเดินทางมาจากนอร์ด
คนที่ชอบได้รับคำชมจากคนรอบข้างแบบนี้ แถมยังเป็นคนรักของเขาอีก
เวรแล้วยังไง
“!!”
“เจ้าเองก็เก่งมากเหมือนกันบอลด์วิน”
ฟินตันเขย่งให้ตัวเองสูงขึ้นไปเล็กน้อย
แล้วประทับริมฝีปากของตนเองลงกับสิ่งเดียวกันบนใบหน้าของคนผมสีดำตรงหน้า
เห็นทีคำชมเฉย ๆ น่าจะไม่พอที่จะให้บอลด์วินหายน้อยใจได้
แบบนี้น่าจะเหมาะสมกว่า แม้จะทำให้ฟินตันเขินแทบตายก็ตามที
เพราะคนตามถนนก็มองเขากันอยู่
“เมื่อครู่…”
“เจ้าชายฟินตัน…”
“ข้าหุบยิ้มไม่ไหวแล้ว!”
“เราออกจากตรงนี้ไปที่ค่ายพักแรมดีหรือเปล่า?”
ฟินตันยกแขนมาปิดบังใบหน้าของตนเพราะความเขินจากสิ่งที่ทำไปและการที่มีคนรอบข้างกำลังพูดถึงเขาอยู่
แม้จะจากน้ำเสียงจะเป็นในทางที่ดีก็ตาม แต่เขาอายไม่ไหวแล้ว
“อื้อ ได้สิ”
“ท่านฟินตันขอรับ สะดวกหรือไม่ขอรับในยาม… นี้…”
อัลเบิร์ตเมื่อเห็นฟินตันเดินผ่านเต็นท์บัญชาการไปจึงเรียกถาม
ก่อนจะเห็นว่าสหายของฟินตันอีกคนที่ชื่อบอลด์วินจับมือของเจ้าชายของเขาเอาไว้ด้วยขณะเดิน
เขาจึงรู้สึกผิดน้อย ๆ ที่ไปขัดจังหวะเจ้านายของเขาเข้า
“หืม? ข้าสะดวก มีอะไรหรือเปล่า?”
และฟินตันเองก็ลืมถึงจุดนี้ไปด้วย
การหันหลังกลับไปหาอัลเบิร์ตเลยทำให้มือที่จับกันอยู่โดนหัวหน้าทหารเห็นชัดกว่าเดิมอีก
“ขออภัยที่ขัดจังหวะขอรับ
เชิญพระองค์กับท่านบอลด์วินตามสบายเลยขอรับ”
“ม- ไม่ได้ขัดจังหวะอะไรเสียหน่อย มีอะไรหรือ?”
ฟินตันร้อนรนก่อนจะมองไปเห็นฝ่ามือที่จับประสานกันอยู่ของเขาและบอลด์วิน
จึงรีบปล่อยมือออกอย่างรวดเร็วและเขินอาย
ก่อนจะเดินตามอัลเบิร์ตเข้าไปในเต็นท์บัญชาการ
ปล่อยบอลด์วินให้ถอนหายใจและเดินตามไปด้วยความเสียดาย
ฟินตันได้รับแจ้งถึงจำนวนผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในตอนนี้ทั้งหมดภายในเต็นท์บัญชาการ
ตัวเลขการสูญเสียของฝั่งเขาที่สูงเกินกว่าครึ่งพันทำให้เขาเศร้าออกมาชัดทางแววตา
และแม้รายงานต่อมาจะเล่าถึงการสมัครเข้าร่วมทัพมากมายจากประชาชนชาววาสเซอร์เฟิร์ตและหมู่บ้านเล็กน้อยข้างเคียงจำนวนมาก
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เจ้าชายหนุ่มฮึกเหิมขึ้นเลย
“วาสเซอร์เฟิร์ตมีประชากรเท่าไหร่นะอัลเบิร์ต?”
ฟินตันคิดว่าเพียงแค่เมืองเอกที่ไม่ได้อยู่รอบมอนทาราอย่างวาสเซอร์เฟิร์ตยังมีคนตายไปมากขนาดนี้จากการต่อสู้
แล้วถ้าหากเมืองถัดไปเล่า...
“กว่าสามหมื่นคนขอรับ
แต่หากรวมหมู่บ้านเล็กน้อยรอบข้างจะเป็นราวสี่หมื่นคนขอรับ”
ศึกที่วาสเซอร์เฟิร์ตที่มีประชากรสามหมื่นคนยังมีคนตายกว่าครึ่งพัน
เมืองต่อไปที่เป็นเมืองวงแหวนรอบมอนทาราคงจะมีความสูญเสียมากกว่านี้เป็นแน่
ฟินตันไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลยจริง ๆ แล้ว แต่จะทำอย่างไรได้
นี่มันเกินกว่าจะถอยกลับแล้ว
ที่ทำได้ก็คือให้ชีวิตของผู้ที่เสียไปเหล่านั้นไม่สูญเปล่าเท่านั้น
“ก- กระหม่อม อั่ก!”
ของเหลวสีไหลออกจากดวงตา ช่องปาก หู จมูก
เหน่อนองพื้นหินอ่อนสีขาวจนเปื้อนไปด้วยสีแดงฉาน
ทหารผู้โชคร้ายที่ทำหน้าที่รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นที่วาสเซอร์เฟิร์ตวันนี้ไม่ได้รับความเมตตาจากผู้มีอำนาจสูงสุดของอาณาจักรเลยแม้แต่น้อย
“วาสเซอร์เฟิร์ตตกภายใต้การควบคุมภายในห้าชั่วโมง
พวกปัญญานิ่มที่ครองนครนั่นมันช่างไร้ความสามารถกันเสียจริง ถุย”
คีย์รันลุกจากเก้าอี้ในห้องทำงานหลักของพระราชวังใจกลางมอนทาราพร้อมกับถุยน้ำลายลงใส่ร่างที่แน่นิ่งข้างเท้า
พอเขาก้าวเดินต่อไปข้างหน้าพื้นก็มีรอยสีแดงปรากฏตามก้าวแต่ละก้าวที่เดินผ่านไป
มันทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะพูดอะไร
เว้นแต่เพียง...
“ท่านคีย์รันขอรับ พวกเราควรโต้กลับเสียบ้างนะขอรับ”
ดันสตันคุกเข่าลงใกล้ ๆ แล้วเสนอ
เขาทนไม่ไหวแล้วที่ฟินตันกับพวกเริ่มก่อความวุ่นวายแก่อาณาจักรมากขึ้นเรื่อย
ๆ เพราะตอนนี้ประชาชนที่อย่าว่าแต่รอบ ๆ วาสเซอร์เฟิร์ตเลย
แม้กระทั่งในมอนทาราก็เริ่มมีการชุมนุมกันและไม่เชื่อฟังทางการที่นำโดยคีย์รันแล้ว
หากปล่อยไปเช่นนี้ มีหวังได้เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่แน่นอน
ซึ่งจะไม่ใช่มีแค่โคโลเนียแน่นอนที่จะได้รับผลกระทบ
“เจ้าคิดว่าอะไรดีล่ะดันสตัน?”
ดวงตาสีคมราวกับเหยี่ยวตวัดจากหน้าต่างกว้างที่มองเห็นมอนทารายามค่ำคืนมามองมือขวาของเขาบนพื้น
อันที่จริงคีย์รันก็คิดที่จะอยากตอบโต้ฟฟินตันบ้าง
แต่เขาไม่คิดนี่นาว่าฟินตันจะสามารถรวบรวมกำลังพลได้จนล้มได้แม้กระทั่งเมืองเอกอย่างวาสเซอร์เฟิร์ต
“บางทีพระองค์น่าจะลองไปดูที่หอคอยเวทมนตร์หลักร่วมกับเหล่าขุนนางขอรับ
กระหม่อมคิดว่าหากร่วมกันสร้างอะไรบางอย่างด้วยเวทมนตร์ก็ดีไม่น้อย
อย่างเช่น...”
สิ่งที่ดันสตันเสนอเป็นที่พอใจของคีย์รัน
การใช้หอคอยเวทมนตร์ก็เท่ากับว่าไม่ต้องลงไปตอบโต้ด้วยตนเองในสถานที่จริงก็ได้
เพียงใช้เครือข่ายหอคอยเวทมนตร์ที่กระจายอยู่ทั้งอาณาจักรก็สามารถทำอะไรก็ได้ดังใจนึกจากมอนทารา
“สิ่งนั้นน่ะหรือ? ดีเหมือนกันนี่ เตรียมการให้พร้อมเสีย
แล้วก็จัดการร่างทุเรศ ๆ บนพื้นนั่นด้วย”
“รับทราบขอรับ!”
รอยยิ้มที่ชวนให้เสียวสันหลังวาบปรากฏขึ้นหลังจากเหล่าข้ารับใช้ในห้องรวมถึงดันสตันกล่าวตอบรับคำสั่งของผู้ปกครองโคโลเนีย
บรรยากาศที่ดำมืดเริ่มแผ่กระจายไปทั่วนครหลวงจากหอคอยเวทมนตร์หลักที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไปจากพระราชวัง
ประชาชนต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่ชวนให้เย็นวาบไปทั้งตัวยามมองไปที่เมฆรูปร่างแปลกประหลาดเหนือพระราชวังและแสงที่มันเรืองรองออกมาจากยอดของหอคอยขนาดใหญ่นั้น
แต่ไม่ว่าอย่างไร ประชาชนก็มีความหวังเล็ก ๆ
ในใจอยู่ว่าเมืองของพวกเขาจะได้รับการปลดปล่อยโดยฟินตันเช่นกัน