ค่ำคืนที่วาสเซอร์เฟิร์ตผ่านไปราวกับหน้าหนังสือที่ถูกเปิดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เพียงครู่เดียวยามวิกาลที่มีดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าก็กลับมามีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ฉายขึ้นมาแทนอีกครั้ง
ความจ้าในยามเช้าปลุกให้เจ้าชายหนุ่มตื่นขึ้นมา
การขยับตัวยกมือชูขึ้นเหนือศีรษะไปบิดขี้เกียจส่งความเจ็บแปล๊บแล่นไปทั่วร่างกายราวกับวันก่อนเขาเพิ่งออกแรงไปยกของหนักมาทั้งวัน
“อึก เวรแล้ว…”
ฟินตันพึมพำกับตัวเองก่อนจะสังเกตได้ว่าที่ลำตัวของเขามีแขนโค้งมากอดเอาไว้ด้วยจากด้านหลัง
แม้จะเป็นเรื่องที่แทบจะปกติที่เขากับบอลด์วินจะชอบนอนกอดกันมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก
แต่พออยู่ในสถานะที่ก้าวข้ามไปมากกว่าคำว่าสหายกันแล้วนั้นอะไรที่เคยธรรมดานี้กลับทำให้เขินได้มากอย่างบอกไม่ถูก
“ตื่นแล้วหรือ?”
“บ- บอลด์วิน! ข้าตกใจ”
สัมผัสของจุมพิตเบา ๆ
ที่ไหล่ข้างซ้ายและคำพูดจากคนที่คิดว่ายังหลับอยู่ทำเอาฟินตันสะดุ้งและเกือบจะร้องลั่นออกมา
อ้อมกอดถูกกระชับให้แน่นกว่าเดิมเล็กน้อยพร้อมการกดใบหน้าลงแนบและถูกับแผ่นหลังของเจ้าชายหนุ่ม
ผืนผ้าห่มเริ่มยับยู่ยี่จากการขยับไปมาของคนทั้งสอง
“อรุณสวัสดิ์ขอรับ”
บอลด์วินจับฟินตันพลิกตัวให้หันหน้ามาหาเขา
ก่อนจะกล่าวต้อนรับวันใหม่แก่คนที่เขารักที่สุดตรงหน้า
“ข้าจะไม่พูดซ้ำเป็นรอบที่หกพันสองร้อยสิบเจ็ดนะบอลด์วิน”
ซึ่งแน่นอนว่าฟินตันก็ไม่ชอบให้ถูกพูดด้วยความสุภาพอยู่ดีแม้จะอยู่ในสถานะนี้กับบอลด์วินแล้ว
การเลื่อนมือไปหยิกแขนจึงเกิดขึ้นพร้อมการถอนหายใจ
“แหะ ๆ อรุณสวัสดิ์นะฟินตัน”
เมื่อได้ยินข้อความที่อยากได้ยินแล้วฟินตันก็หยุดหยิกแขนคนผมสีดำที่ยุ่งจากการเพิ่งตื่นนอน
แล้วเปลี่ยนไปเป็นการขยับเข้าไปจูบเบา ๆ แทน
“อรุณสวัสดิ์เช่นกัน”
แก้มของอัศวินหนุ่มมีสีชมพูระเรื่อขึ้นเพราะจูบสั้น ๆ เมื่อครู่
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ใด ฟินตันก็ยังคงน่ารักอยู่ดีในสายตาของบอลด์วิน
ยกเว้นในตอนที่ใช้ดาบฟันศัตรูจนโลหิตสีแดงฉานกระเซ็นไปทั่วในสนามรบน่ะนะ
การใช้ดาบของฟินตันเก่งขึ้นมาจนบอลด์วินก็อัศจรรย์ใจ
คงเป็นเพราะการได้ใช้งานความสามารถในสนามรบจริง ๆ
ที่เร่งรัดการพัฒนาความสามารถของเจ้าชายแห่งไฟให้ก้าวกระโดดไปได้เร็วเพียงนี้
ยิ่งรวมกับพลังจิตที่มีจนได้ออกมาเป็นดาบที่มีเปลวเพลิงลุกโชนร้อนแรงกว่าไฟไหน
ๆ แล้วก็ยิ่งดูน่าเกรงขามมากกว่าเดิมอีก
แม้บนเตียงไม่ว่ายังไงก็น่ารักอยู่ดี
“กี่โมงแล้วหรือ ข้าตื่นสายหรือเปล่า?”
ฟินตันพยายามมองดูแสงแดดที่ลอดเข้ามาผ่านรอยต่อบางส่วนของเต็นท์ที่พัก
แม้จะยังเพลียอยู่บ้างเพราะกิจกรรมอันเร่าร้อนที่ทำไปเมื่อคืนกับอัศวินคู่ใจของเขา
แต่ในเวลานี้ก็ควรที่จะตื่นนอนได้แล้ว
การเดินทางนี้ยังมีอะไรรออยู่ข้างหน้าอีกมาก
“ทหารยังไม่ได้เคาะบอกเวลาแปดโมงเลย เจ้าพักต่ออีกหน่อยก็ได้”
บอลด์วินตื่นขึ้นมาตอนเสียงสัญญาณเคาะบอกเวลาเจ็ดนาฬิกาเมื่อราวเกือบยี่สิบนาทีก่อน
และใช้เวลาทั้งหมดในการนอนกอดมองดูคนรักของเขาที่กำลังหลับอยู่อย่างสบายใจ
พร้อมกับกังวลว่าเรื่องที่ทำไปเมื่อคืนจะทำให้คนที่กอดอยู่เหนื่อยมากหรือไม่
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอทำตัวขี้เกียจเสียหน่อยก็คงจะไม่เป็นอะไร
ข้าปวดตัวหลายจุดเลย โดยเฉพาะตรง… อืม… ข้างหลัง…”
ฟินตันบ่นให้บอลด์วินฟังในแบบที่ทำตลอดมาหลังวันที่มีการต่อสู้
แม้อาการปวดจะไม่ได้มาก แต่ก็สร้างความรำคาญในยามขยับตัวอยู่ไม่น้อย
พอครั้งนี้ได้ลองสำรวจบริเวณที่ปวดดูแล้ว
ตำแหน่งที่ปวดก็ทำให้ความทรงจำอันเร่าร้อนของเมื่อคืนผุดขึ้นมาเต็มหัวไปหมดจนเริ่มรู้สึกร้อนที่ใบหน้า
“เจ็บหรือ?”
บอลด์วินถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมเลื่อนมือไปตามแผ่นหลังของฟินตันเบา
ๆ เป็นการปลอบและขอโทษที่เป็นต้นเหตุให้ต้องเจ็บ
“ไม่เท่าไหร่ ข้าทนได้ ก็ของเจ้ามันใหญ่ขนาดนั้นนี่… ไอ้บ้า”
เสียงตุบดังขึ้นพร้อมกำปั้นที่พุ่งลงใส่อกของบอลด์วิน จริง ๆ
แล้วขนาดของบอลด์วินก็ไม่ได้ใหญ่อะไรขนาดนั้น
หากจะเทียบตามประชากรของทวีปยูโรปาแล้ว
อัศวินหนุ่มมีขนาดที่มากกว่ามาตรฐานไปหน่อยก็เท่านั้น
ส่วนฟินตันที่มีขนาดพอ ๆ กับมาตรฐานเลยรู้สึกว่ามันใหญ่เฉย ๆ
“ครั้งหน้าข้าจะเบามือกับเจ้าลงก็แล้วกันนะ”
เส้นผมสีน้ำตาลถูกมือหนาปัดออกจากการปรกใส่หน้าผากของฟินตันไปขณะพูดตอบ
ซึ่งคำว่าครั้งหน้านี้นั่นเองที่ส่งความร้อนผ่าวออกมาจากแก้มทั้งสองข้างของคนเป็นเจ้าชายมากกว่าเก่า
แค่นึกถึงครั้งหน้าที่จะมีโอกาสได้ทำเรื่องเช่นนี้ด้วยกัน
ฟินตันก็เผลอกลืนน้ำลายไปเฮือกใหญ่แล้ว
“อื้อ…”
“นี่ ฟินตัน”
บอลด์วินเรียกให้ใบหน้าตรงหน้าหันมาสนใจ จู่ ๆ ไม่รู้เพราะอะไร
อาจเป็นเพราะเขาอยากได้ความชัดเจนขึ้นมาหรือเพราะกลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
เพราะอัศวินหนุ่มอยากจะขอเจ้านายของเขาในการคบหากันอย่างเป็นทางการในที่นี่และเวลานี้
“หืม?”
ดวงตาสีน้ำตาลหันมาสบตาตามคำเรียก
ใจที่เต้นตึกตักอยู่ภายในอกเริ่มมีจังหวะที่เร่งรัวขึ้นกว่าเก่า
แต่ถ้าหากไม่พูดออกไปตอนนี้ก็เกรงว่าอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก
“คบกับข้าอย่างเป็นทางการได้หรือเปล่-”
“ฟินตัน! มีเรื่องด่วน เจ้าออกมาดูข้างนอกเร็วเข้า!!”
ก่อนที่บอลด์วินจะพูดจบประโยค
นอร่าก็เปิดม่านเข้ามาในเต็นท์อย่างรีบร้อน
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความร้อนรนแม้ว่าภาพตรงหน้าของคู่รักที่เธอเฝ้ารอช่วงเวลานี้มากว่าครึ่งทศวรรษจะน่าชวนให้กรี๊ดออกมาก็ตาม
“เกิดอะไรขึ้นหรือ? อึก- อ่า… ข้าลุกเร็วไปหน่อย ไม่มีอะไร”
ฟินตันรีบผละออกจากการกอดของบอลด์วิน
ทันทีที่ก้าวลงจากเตียงและเท้าแตะกับพื้น
ความเจ็บแปล๊บก็วิ่งจากสะโพกลามไปทั่วทั้งขา
ซึ่งทันทีที่สายตาของนอร่ามองมาตามเสียงกัดฟัน
เจ้าชายหนุ่มก็รีบแก้ตัวไปทันที
“บอลด์วิน พยุงเจ้าชายของเจ้าหน่อยสิ”
แต่นอร่าไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เต็นท์ที่นี่ไม่ได้มีคุณสมบัติในการดูดซับเสียงเสียหน่อย
เมื่อคืนเธอได้ยินเสียงที่ชวนให้ตื่นอยู่ตลอดเวลายาวนานกว่าครึ่งชั่วโมง
และแม้จะอยากพุ่งเข้าไปกล่าวแหย่ในเรื่องที่ทั้งคู่นอนกอดกัน
เพราะหากพูดเรื่องว่าได้ยินเสียงอะไรต่อมิอะไรไปเมื่อคืนมันคงมากเกินไป
แต่เวลานี้ไม่เหมาะแก่การทำอะไรที่ว่ามาเลยทั้งสิ้นเพราะความตื่นตระหนกจากภายนอกเต็นท์
“นั่นมัน... อะไรกัน...?”
ฟินตันที่มีบอลด์วินเดินติดตัวมาด้วยเดินออกมาข้างนอกเต็นท์ก่อนจะเห็นผู้คนต่างมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทางทิศทางหนึ่งเต็มไปหมด
เมื่อเงยหน้าตามขึ้นไปมองก็พบกับกลุ่มเมฆสีม่วงดำขนาดมหึมาที่ลอยอยู่ต่ำและกำลังค่อย
ๆ เคลื่อนตัวมาทางพวกเขา
สายฟ้าฟาดสีม่วงสว่างสร้างแสงวูบวาบในกลุ่มเมฆ
แล้วจึงพุ่งลงสู่พื้นดินพร้อมเสียงดัง แล้วถ้าหากเมื่อสังเกตให้ดี
เมฆเหล่านั้นกำลังลอยอยู่เหนือเนินเขาที่อยู่ห่างออกไป
แต่พืชพรรณภายใต้เงาเมฆพิลึกก้อนนั้นกลับเหี่ยวเฉากลายเป็นสีดำไปหมด
ฝูงนกน้อยใหญ่ต่างบินผ่านเหนือศีรษะพวกเขาไปในทิศที่ออกห่างจากเมฆก้อนนั้น
นี่เป็นสัญญาณไม่ดีแน่ ๆ
“เมฆนี้สร้างจากเวทมนตร์ไม่ผิดแน่…
พลังของมันไม่ต่างจากคริสตัลสีดำที่ฟินตันเคยได้รับ
เราควรจะเคลื่อนทัพ ณ ตอนนี้เลย”
เฟลิกซ์กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาจากทางเต็นท์บัญชาการเพื่อบอกเรื่องนี้ให้กับสหายทั้งสามได้ทราบ
พูดจบก็มองดูเมฆที่น่ากลัวก้อนนั้นที่ใกล้เข้ามาทีละนิด
หากไม่รีบออกเดินทางต่อ
มีหวังเกิดความเสียหายแก่ทั้งกองทัพและนครที่เสียหายอยู่แล้วอย่างวาสเซอร์เฟิร์ตแน่
ๆ
“อื้อ ฝากบอกอัลเบิร์ตให้ทำตามที่เจ้าพูดได้เลย
ข้ากับบอลด์วินขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนครู่เดียว”
กระแสลมอ่อน ๆ พัดให้ธงบนปลายเสาพัดสะบัดพลิ้วไหว
กองทัพต้องออกเคลื่อนกำลังพลอย่างกะทันหันก่อนกำหนดการเดิมที่จะออกเดินทางตอนเก้านาฬิกา
และไม่มีเวลาให้ชาวเมืองได้ร่ำลาคนที่พวกเขารักอย่างที่หวัง
เนื่องจากชาวเมืองก็ต่างพากันอพยพหนีออกจากทิศทางการเคลื่อนที่ของเมฆประหลาดนั้นเช่นกัน
ฟินตันขึ้นไปนั่งบนม้าที่ได้รับมาจากวาสเซอร์เฟิร์ตอย่างสมศักดิ์ศรี
คนที่เหลือที่มีม้าก็มีอัลเบิร์ตที่เป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร บอลด์วิน
เฟลิกซ์ นอร่า และทหารยศสูงอีกสามถึงสี่คน
ม้าที่รับรู้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาต่างพากันตื่นตระหนกและอยากที่จะวิ่งหนีกลุ่มก้อนสีม่วงดำบนท้องฟ้าไปให้เร็วที่สุด
แต่ก็ทำไม่ได้เพราะการบังคับของเหล่าคนที่อยู่บนอาน
หากเหล่าผู้นำทัพเดินหน้าเร็วเกินไปเหล่าทหารก็จะตามไม่ทัน
อีกทั้งยังอาจคิดว่าถูกละทิ้งไว้เบื้องหลังได้
“แปลก… เมฆมันตามพวกเรามาหรือเปล่าขอรับท่านฟินตัน”
อัลเบิร์ตเรียกหาเจ้าชายหนุ่มเนื่องจากสังเกตเห็นความผิดปกติ
ในตอนนี้เมฆมันควรจะอยู่ที่ชานเมืองวาสเซอร์เฟิร์ตมิใช่หรืออย่างไร
เหตุใดมันถึงเลี้ยวจากนครใหญ่แห่งนั้นมาตามทัพขนาดเกือบสองหมื่นคนของพวกเขากัน
“จริงด้วย… เฟลิกซ์ นอร่า
เจ้าพอจะรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมฆนั้นบ้างหรือเปล่า?”
ฟินตันหลังจากเห็นความผิดปกติของเมฆด้านหลังก็หันไปถามเฟลิกซ์กับนอร่าที่นั่งอยู่บนม้าตัวเดียวกัน
และกำลังอ่านตำราบางอย่างอยู่ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นหนังสือเล่มหนาที่รวบรวมความสามารถทางการใช้เวทไว้
“พลังตั้งมากมายขนาดนั้น ข้าไม่อยากจะเชื่อกับภาพที่เห็นเช่นกัน
แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมาจาก-”
“มาจากคีย์รันไม่ผิดแน่ขอรับท่านเฟลิกซ์”
เสียงจากทหารนายหนึ่งที่เดินอยู่ไม่ห่างจากม้าของเฟลิกซ์เท่าใดนักกล่าวแทรก
“ค- คือ... กระหม่อมเป็นผู้ใช้เวทน่ะขอรับ ขออภัยที่พูดขัดท่าน”
ดังกลัวว่าคนบนหลังม้าทั้งหลายจะมีความสงสัย
ชายคนนั้นจึงรีบแสดงตนทันทีว่าตนเป็นผู้ใช้เวทมนตร์
เลยทำให้สามารถรับรู้ได้ถึงแก่นพลังที่แผ่ออกมาจากก้อนเมฆสีน่ากลัวข้างหลังทัพของพวกเขานี้
ไม่ใช่เพียงแค่เอสเปอร์เท่านั้นที่เขาร่วมในกองทัพของฟินตันนี้
ยังมีจอมเวทหลายคนเช่นกันที่ตัดสินใจเข้าร่วมด้วย
แม้ฟินตันจะสนับสนุนฝั่งผู้ใช้พลังจิตอย่างเห็นได้ชัด
แต่เจ้าชายหนุ่มก็ไม่ได้ปฏิบัติตัวกับเหล่าผู้ใช้เวทมนตร์ต่างจากคนอื่น
ๆ เลย
อีกทั้งผู้ใช้เวทเหล่านี้ก็ต่างเห็นว่าส่งที่คีย์รันกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แม้จะอยู่ฝ่ายเดียวกันก็ตามทีในด้านของพลังพิเศษ
“ง- งั้นหรือ ขอบใจเจ้ามาก
แต่พวกข้าที่เหลือไม่ใช่เชื้อพระวงศ์หรอกนะ มีแค่ฟินตันเท่านั้น
เพราะแบบนั้นก็พูดกับพวกข้าด้วยคำปกติเถอะ”
เฟลิกซ์ที่เป็นเพียงคนธรรมดาเองก็รีบพูดบอกเสียงดังให้คนรอบข้างได้ยินไปด้วยทันทีว่าไม่ต้องมีคำสุภาพใด
ๆ ในบทสนทนากับเขาและคนอื่น ๆ พวกเราก็ต่างเป็นคนเท่ากันหมดจริง ๆ
แล้ว
“อืม... เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป้าหมายก็คือพวกเราจริง ๆ ?”
ฟินตันพยักหน้ากับข้อมูลที่ได้รับก่อนจะยกมือขึ้นมาแตะที่คางขณะคิด
“เช่นนั้นก็เป็นไปได้สูงขอรับ”
อัลเบิร์ตมีความเห็นตรงกันกับผู้นำทัพ
ไม่ว่าจะทั้งพฤติกรรมของเมฆที่ผิดปกติในการเคลื่อนไหวรวมไปถึงสีและผลที่เกิดจากการมีมันเคลื่อนผ่านแล้ว
ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดีความได้เพียงมันถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการพวกเขาทั้งสิ้น
“ข้าขอลองอะไรบางอย่างได้หรือเปล่า?”
อัศวินหนุ่มบังคับให้ม้าของตนหยุดแล้วลงมายืนกับพื้น
ฝ่ามือทั้งสองข้างเริ่มกำเข้ามากันพร้อมกับการสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่
บอลด์วินกำลังรวบรวมกระแสลมและอากาศรอบ ๆ เข้าไปไว้ในฝ่ามือ
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
ฟินตันเมื่อเห็นแบบนั้นก็ยกมือชูขึ้นเป็นสัญญาณสั่งให้กองทัพหยุดการเคลื่อนที่
แล้วจึงกระโดดลงจากหลังม้าลงไปหาคนตัวสูงด้วยอีกคน
แม้การกระโดดลงมาจะสร้างความเจ็บแปล๊บวิ่งไปทั่วตัวก็ตาม
แต่ความสงสัยว่าบอลด์วินจะทำอะไรมันมากพอที่จะยอมทนได้
“ในเมื่อมันเป็นเมฆ มันก็ย่อมลอยไปตามลมมิใช่หรือยังไง!!”
สิ้นเสียงตะโกนดัง ฝ่ามือที่ชูออกไปเฉียง ๆ
ทางด้านหน้าก็ส่งเสียงดังพร้อมกับปล่อยกระแสลมกำลังแรงออกมาจนแม้แต่ฟินตันที่ยืนอยู่ด้านข้างผู้สร้างพลังก็ต้องจับชายเสื้อของคนผมสีดำเอาไว้ให้ยืนได้มั่นคง
กระแสลมแรงถูกส่งขึ้นไปในบรรยากาศ
ก่อนจะปะทะเข้ากับก้อนเมฆสีน่ากลัวที่กำลังใกล้เข้ามามากทุกที
ด้วยความอัศจรรย์ ความเร็วของมันลดลงกว่าเก่าดังที่บอลด์วินหวัง
แต่มันก็ยังคงเคลื่อนมาทางพวกเขาอยู่ดี
เพียงแค่แรงของเขาคนเดียวมันยังไม่พอ
“อึก... แค่ข้าคนเดียวมันไม่ไหว ฟิน...”
“พวกเจ้าทุกคน มีใครที่มีพลังจิตในการควบคุมกระแสลมหรือไม่?
มารวมตัวกับสหายของข้าเดี๋ยวนี้เลย”
โดยไม่ต้องรอให้พูดจบ
ฟินตันก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตะโกนตามหาผู้มีพลังในการควบคุมลมภายในกองทัพแล้ว
ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถรวบรวมมาได้ราวยี่สิบคน
และได้จอมเวทที่อาสาตนมาช่วยอีกห้าคน
“ข้าอยากให้พวกเจ้าทุกคนส่งพลังทั้งหมดที่มีไปที่ก้อนเมฆบ้านั่น
ดันมันออกไปให้พ้นเสีย หรือหากเป็นไปได้ ทำลายมันซะ-”
“อ๊ากกกกก!!”
ในตอนที่บอลด์วินกำลังให้ข้อมูลของสิ่งที่ต้องทำอยู่ก็มีเสียงร้องดังลั่นมาจากทางด้านหลังของขบวนทัพ
ไม่นานกองทัพก็เริ่มแตกตื่นและเคลื่อนตัวไปทางด้านหน้าด้วยความแตกตื่น
ปลายของเมฆดำนั่นมันมาถึงพวกเขาที่หยุดนิ่งแล้ว
“อัลเบิร์ต เจ้าเคลื่อนทัพนำไปก่อนเลย ปล่อยพวกข้าไว้”
ฟินตันหันไปตะโกนสั่งหัวหน้าฝ่ายทหารให้นำทัพเดินหน้าต่อไป
เขากับบอลด์วินและเหล่าผู้มีความสามารถในการควบคุมลมเหล่านี้จะอยู่ตรงนี้ต่อไป
เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นความเสียหายจะมากเกินจนกระทบต่อกองทัพโดยรวมได้
“ต- แต่พระองค์”
ทหารยศร้อยโทบนหลังม้ามีท่าทีลังเลเมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น
การต้องละทิ้งหัวใจของทัพอย่างเจ้าชายฟินตันไปมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจกระทำได้
“ชั่งข้าเถอะ! ชีวิตของคนเหล่านี้สำคัญกว่า”
แต่เสียงตะคอกสั่งของฟินตันที่ทำเอาคนหลายคนรอบข้างสะดุ้งก็ทำให้เขาไม่อาจขัดเจตนารมณ์ของเจ้าชายแห่งไฟได้
และต้องยอมค้อมหัวให้แต่โดยดี
“รับทราบขอรับท่านฟินตัน”
กองทัพเริ่มเคลื่อนไปด้านหน้าอีกครั้งโดยเดินหลีกให้กับกลุ่มของบอลด์วินไว้
และโดยไม่ให้เป็นการเสียเวลาและกำลังพลไปมากกว่านี้
อัศวินหนุ่มก็เริ่มสั่งทันที
“เตรียมพร้อม สาม... สอง... หนึ่ง... โจมตี!”
ซูมมมม!!
กระแสลมจากเอสเปอร์และจอมเวทหลายคนผสานเป็นหนึ่งเดียวแล้วพุ่งขึ้นไปสู่เมฆสีม่วงดำบนท้องฟ้าเบื้องหน้า
แรงของลมทำให้มันหยุดเคลื่อนที่ในทันที
แล้วจึงเริ่มขยับถอยหลังออกไปช้า ๆ
แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสลายไปแต่อย่างใด
“เฟลิกซ์ เจ้าเทเลพอร์ตของได้ไกลมากขนาดไหนหรือ?”
ฟินตันถามคนที่พึ่งรู้ตัวว่ายืนอยู่ข้าง ๆ เขาด้วย
และไม่ว่าเหตุผลอะไรที่ทำไมคนที่ใบหน้าตกกระคนนี้ถึงมายืนอยู่ตรงนี้
ฟินตันกำลังมีความคิดอะไรบางอย่างพอดี
“ข้าก็ยังไม่แน่ใจเช่นกัน น่าจะราว ๆ ร้อยเมตรล่ะมั้ง ทำไมหรือ?”
ฟินตันยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วจึงปลดเข็มขัดที่มีดาบประจำตัวของตนออกส่งให้เฟลิกซ์ถือ
“อันนี้ข้าฝาก ส่วนตัวเจ้า
ช่วยเทเลพอร์ตข้าขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่พลังของเจ้าจะทำได้ได้หรือไม่?”
“อื้อ ได้เสม- หา? เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
เฟลิกซ์พยักหน้าเออออไปก่อนโดยไม่ทันได้ฟังให้ดี
ก่อนจะรู้ตัวอีกทีว่าคำสั่งคือการทำอะไร
จะให้เทเลพอร์ตฟินตันขึ้นไปหาเมฆสีดำทมิฬนั่นน่ะหรือ
บ้าไปแล้วหรือยังไงกัน?
“พลังไฟของข้ามันก็มีระยะที่จำกัดเช่นกัน
ข้าอยากจะลองอะไรบางอย่างดูน่ะ เร็วเข้า”
เวลาที่ไม่ค่อยมีทำให้ฟินตันต้องได้เร่งเร้าสหายของตนให้ทำตามที่เขาขอ
“เฟลิกซ์! เจ้าจะทำอะไรฟินตัน?!”
และโดยไม่ได้ปรึกษากับบอลด์วินก่อน
ทำให้พอคนตัวสูงที่กำลังปล่อยพลังที่ตนมีออกไปผลักก้อนเมฆบนท้องฟ้าอยู่หันมาเห็นก็แตกตื่นกับภาพที่เห็นทันที
ฟินตันเหยียบที่ไหล่ของเฟลิกซ์ที่กำลังคุกเข่าลงไว้พร้อมกับทำท่าราวกับกำลังจะกระโดด
“ก็ช่วยพวกเจ้าอย่างไรเล่า”
ฟึ่บ!
ก่อนสิ้นเสียงเทเลพอร์ต ฟินตันก็กระโดดขึ้นไปในอากาศ
และถูกพลังเทเลพอร์ตส่งให้พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีเมฆสีน่ากลัวอยู่ทันทีหลังเสียงอันน่าพิศวงนั้น
“เห้ยยยยย!!”
บอลด์วินที่เห็นแบบนั้นก็ร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจยิ่งว่าเดิม
เหตุใดรักของเขาถึงเลือกที่พุ่งขึ้นไปหาสิ่งที่อันตรายสุด ๆ
แบบนั้นกัน
“บอลด์วิน อย่าหยุดปล่อยพลังลมเด็ดขาด ฟินตันบอกข้าเอาไว้”
เฟลิกซ์ตะโกนสวนสหายของตนกลับไป แม้จะลังเลใจอยู่
แต่บอลด์วินก็เลือกที่จะเพ่งสมาธิไปที่ฝ่ามือของตนต่อตามคำพูดที่ฟินตันฝากเอาไว้ผ่านเฟลิกซ์
บนท้องฟ้าที่มีเมฆสีผิดธรรมชาติอยู่ตรงหน้า
ฟินตันลอยตัวขึ้นสูงสุดเท่าที่เขาทำได้
ก่อนที่แรงดึงดูดจะเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อร่างกายของเขา
ไม่มีเวลาให้ชื่นชมทิวทัศน์จากบนนี้มากนัก
เจ้าชายหนุ่มรวบรวมแรงที่มีในการสร้างลูกบอลไฟขึ้นในมือทั้งสองข้าง
แล้วรวมมันเข้าด้วยกันเป็นลูกไฟที่ใหญ่กว่าลูกไฟไหน ๆ
ที่เขาเคยสร้างลอยเหนือศีรษะ
เมื่อแรงโน้มถ่วงดึงเขาลงสู่พื้นดินด้วยความเร็วที่มากขึ้น
ฟินตันก็ปล่อยลูกไฟนั้นพุ่งออกไปเบื้องหน้าทันที
“ย๊ากกก!”
ซูมมมมม ตู้มมม!
ลูกไฟยักษ์ที่ร้อนจนเริ่มเปล่งเป็นแสงสีฟ้าอมน้ำเงินเหมือนยามที่ก่อกองไฟพุ่งเข้าไปหาเมฆก้อนใหญ่
ไม่เหมือนดั่งพลังของบอลด์วินและทหารคนอื่น ๆ ที่ดันมันออกไป
ลูกไฟของฟินตันพุ่งแหวกเมฆออกเป็นสองส่วน
และเมื่อมันพุ่งไปถึงจุดที่เจ้าของของมันมองว่าอยู่ตรงกลางมากที่สุดแล้ว
เขาก็สั่งให้มันระเบิดขยายตัวออกทันที
เสียงดังกึกก้องพร้อมความร้อนมหาศาลแผ่ไปทั่วบริเวณไปหมด
โชคยังดีที่คนบนพื้นทั้งหมดอยู่ไกลเกินกว่าจะได้รับผลกระทบ
ไม่เหมือนดั่งก้อนเมฆที่เป็นเป้าหมายที่แหลกสลายไปจนค่อย ๆ
เสียรูปร่าง
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เสียงของการเทเลพอร์ตดังขึ้นอีกสองครั้งพร้อมกับเฟลิกซ์ที่หายขึ้นไปรับฟินตันที่กำลังร่วงลงมาสู่พื้นดินเอาไว้ในอ้อมกอด
แล้วจึงหายตัวกลับลงมาที่พื้นดินอีกครั้ง
“ว- หวา เฟลิกซ์”
ฟินตันอุทานเล็กน้อยพอรู้สึกได้ถึงสัมผัสจากฝ่ามือของเฟลิกซ์ที่อยู่ที่หลังส่วนล่าง
เพราะมันทำให้ความรู้สึกปวดของบริเวณที่อยู่ต่ำลงไปกว่านั้นมันเด่นชัดขึ้นมา
แต่ก็เข้าใจที่ถ้าไม่ทำแบบนี้
เขาก็คงจะไม่กลับลงมายืนที่พื้นได้แบบนี้แน่ ๆ
“ข- ขอโทษ แล้วบอลด์วินจะไม่ว่าอะไรข้าใช่หรือเปล่า?”
เฟลิกซ์รีบปล่อยมือจากคนสูงศักดิ์ตรงหน้าทันที
ดวงตาสีน้ำตาลมองเขาที่ยิ้มเขิน ๆ อยู่ด้วยการหรี่ลงเล็กน้อย
และการถอนหายใจตามออกมายิ่งทำให้รอยยิ้มนั้นดูกว้างขึ้นกว่าเดิมอีก
“แล้วเจ้านั่นเกี่ยวอะไรด้วยกัน”
“สำเร็จแล้วขอรับท่านฟินตัน! เมฆดำมันสลายไปแล้ว”
เสียงตะโกนโห่ร้องดังด้วยความดีใจดังมาจากด้านหลังของเจ้าชายหนุ่ม
เหล่าคนที่ร่วมกับบอลด์วินในการหยุดก้อนเมฆน่ากลัวบนท้องฟ้าไว้ต่างพากันมีท่าทางที่ดีใจที่ในที่สุดเมฆก้อนดังกล่าวก็กำลังสลายหายไป
จากพลังไฟของฟินตันมันมีอำนาจการทำลายล้างที่สูงจนแม้แต่เวทมนตร์ก็ไม่อาจทนได้
ซึ่งดีแล้วทั้งต่อกองทัพและตัวเขา
ถ้าโดนเฟลิกซ์แซวต่อต้องเผลอแสดงอาการเขินออกมาแน่ ๆ
“เพราะพลังอันทรงฤทธิ์เดชของพระองค์ พวกเราถึงปลอดภัยแล้ว”
“ไม่หรอก พวกเจ้าก็มีส่วนช่วยพวกเราทุกคนเช่นกัน ขอบใจพวกเจ้ามาก ๆ
เลย”
ฟินตันเดินออกไปสองสามก้าวแล้วส่ายหน้า
เพราะหากไม่ได้เหล่ากลุ่มคนกลุ่มนี้เขาก็คงไม่มีเวลาคิดที่จะลองปล่อยเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างใส่ก้อนเมฆเวทมนตร์นั้นแน่
ๆ ฉะนั้นจะให้เขารับความดีความชอบแต่คนเดียวก็คงไม่ถูกนัก
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งขอรับ”
“กระหม่อมก็เช่นกันขอรับ”
“เก่งมากเลยพวกเจ้าทุกคน บอลด์วิน เจ้าก็ด้วย แต่…
เราก็เสียคนไปพอสมควรเลยนี่…”
หลังจากยิ้มดีใจอยู่ได้หน่อยเดียว
สายตาของฟินตันก็ทอดออกไปด้านหลังของกลุ่มคนที่กำลังเฉลิมฉลองอยู่
ในตอนแรกสายตาของเจ้าชายหนุ่มเลื่อนไปมองที่บอลด์วินที่ยืนหอบอยู่
ก่อนที่จะมองไปด้านหลังที่ถัดออกไป
บนพื้นดินที่มีพืชพรรณเหี่ยวเฉาจนเป็นสีดำอยู่มากมาย
ธงสีแดงที่ล้มกองอยู่บนพื้นร่วมกับร่างที่ไร้วิญญาณของทหารมากมายก็ทำให้รอยยิ้มของเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลที่กำลังถูกพัดไปมาตามแรงลมอ่อน
ๆ หุบลง
“มันก็…”
เหล่าคนรอบข้างที่ได้ยินคำพูดของฟินตันก็ค่อย ๆ
หันไปมองตามสายตาของผู้พูด ซึ่งนำพาให้เสียงของความดีใจค่อย ๆ
เงียบลงเช่นกัน
เสียงกุบกับของเกือกม้าที่วิ่งกระแทกลงกับพื้นดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
พร้อมกับเสียงฝีเท้ามากมายที่ค่อย ๆ เดินตามมา
ผู้นำทัพฝ่ายทหารอย่างอัลเบิร์ตลงจากหลังม้าพร้อม ๆ
กับนอร่าหลังจากมาถึงสถานที่ที่เจ้าชายของพวกเขายืนรออยู่
โดยหลังจากเฟลิกซ์เทเลพอร์ตไปเรียกตามคำขอของฟินตัน
ทั้งกองทัพก็รีบเดินเท้ากลับมาหาทันทีพอทราบถึงภัยอันตรายที่หมดไปแล้ว
รวมไปถึงอีกคำขอที่เจ้าชายหนุ่มอยากให้ทุกคนร่วมกันทำ
“ท่านฟินตันมีอะไรให้กระหม่อมรับใช้หรือขอรับ?”
อัลเบิร์ตย่อตัวลงคุกเข่าหน้าฟินตันแล้วถามถึงเหตุที่เรียกพวกเขาทั้งหมดมา
“ยืนขึ้นเถอะ คือ…
ช่วยข้าฝังศพทหารที่อยู่บนพื้นเสียหน่อยได้หรือเปล่า
ข้าไม่อยากปล่อยให้พวกเขานอนอยู่เช่นนั้น
มันคงจะดูไม่ดีเท่าไรนักถ้าเวลาผ่านไป”
เจ้าชายหนุ่มมีสีหน้าที่อมเศร้าอย่างชัดเจน
เขาไม่อยากให้ความสูญเสียเกิดขึ้นเลยดังที่เคยตั้งปณิธานเอาไว้
แล้วพอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับทหารที่อยู่ทางท้ายขบวนทัพ
เขาก็เริ่มที่จะมีความคิดในการกล่าวโทษตนเองว่าเป็นเหตุผลของการสูญเสียครั้งนี้
หากเขาตัดสินใจเร็วกว่านี้ หากรู้ว่าควรจะทำอะไรมากกว่านี้
คนเหล่านี้คงจะไม่ต้องมาตาย ณ ที่แห่งนี้
ฉะนั้นอย่างน้อยเพื่อเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาสามารถมอบให้แก่ผู้ที่จากไปทั้งหลาย
ฟินตันก็อยากที่จะฝังพวกเขาให้สมเกียรติเสียดีกว่าปล่อยให้ธรรมชาติทำให้พวกเขาดูไม่น่าดูบนพื้นทุ่งกว้างนี้
“ฮึก- บอลด์วิน ส่งมีดสั้นของเจ้ามาให้ข้าที”
“ได้เลย… เจ้า… ร้องไห้หรือ?”
เสียงสะอื้นดังมาจากคนที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าแผ่นหิน
บอลด์วินย่อตัวลงจะส่งมีดสั้นของเขาให้ตามคำสั่งเลยได้ยินแล้วจึงทรุดตัวลงไปวางมือที่หัวไหล่ของคนตัวเล็กข้าง
ๆ เบา ๆ เป็นการปลอบ
เมื่อทหารทุกคนช่วยกันขุดหลุมและลำเลียงศพกว่าสองร้อยศพลงไปในหลุมพร้อมกับกลบดินเรียบร้อย
การยืนไว้อาลัยสั้น ๆ ก็เกิดขึ้น แต่ก่อนจะออกเดินทางต่อ
ฟินตันได้ขอร้องให้เฟลิกซ์ไปเทเลพอร์ตนำแผ่นหินขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมาแผ่นนึง
เจ้าตัวหวังว่าจะนำมาวางไว้เป็นสัญลักษณ์พร้อมแกะสลักคำไว้อาลัยเอาไว้
และในอนาคตจะกลับมาทำพิธีให้เหมาะสมกว่านี้หากสามารถกลับมาในที่แห่งนี้ได้
“ข้าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องห่วง…”
ความเศร้ากระจายไปทั่วบรรยากาศเมื่อเสียงการร้องไห้ของผู้นำของพวกเขาดังออกมาท่ามกลางความเงียบของการยืนไว้อาลัย
แม้เจ้าตัวจะยืนยันก็ตามว่าไม่ได้เป็นอะไร
แต่หยดน้ำตาก็ไม่สามารถโกหกได้อยู่ดี
ฟินตันรับมีดมาจากคนตัวสูงแล้วค่อย ๆ สลักข้อความลงใส่แผ่นหินนั้นช้า
ๆ ทีละตัวอักษรอย่างตั้งใจ
“เป็นเพราะข้าแท้ ๆ พวกเจ้าทุกคนถึงได้เป็นเช่นนี้
ข้าขอโทษพวกเจ้าทุกคนจากใจจริง
และจะสู้ด้วยชีวิตของข้าแทนพวกเจ้าเอง”
ตอนจวนจะสลักข้อความเสร็จสิ้น
เจ้าชายแห่งไฟก็พูดออกมาเสียงไม่เบาไม่ดัง คนที่อยู่ใกล้ ๆ
จึงได้ยินไปจนหมด
และแน่นอนว่าบอลด์วินรู้ดีกว่าใครว่าในใจของฟินตันคิดอะไรอยู่ตอนนี้
“เจ้าอย่าโทษตัวเองเลย นี่มันคือสงคราม
การสูญเสียเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าทำดีที่สุดแล้วล่ะ”
“ถูกดังที่ท่านบอลด์วินกล่าวขอรับท่านฟินตัน
ไม่ใช่เป็นเพราะพระองค์เลยขอรับ”
ทั้งบอลด์วินและอัลเบิร์ตต่างกล่าวปลอบผู้นำทัพของพวกเขาเพราะไม่อยากให้ฟินตันคิดมากไปกว่านี้อีก
มันไม่ใช่ความผิดของฟินตันเลยแม้แต่น้อย
ไม่ใช่เพราะฟินตันตัดสินใจช้าเกินไปหรือไม่มีประสบการณ์ในการรบเลย
แต่เป็นเพราะว่านี่มันคือสงครามที่มีการสูญเสียเป็นเรื่องปกติ
เราต่างจะต้องเดินหน้าต่อไปและไม่ทำให้ผู้ที่จากไปผิดหวัง
ดีกว่ากล่าวโทษตนเองว่าเป็นต้นเหตุในการสูญเสีย
“แต่แบบนั้นข้าก็รู้สึกไม่ดีอยู่ดี
ไหนจะครอบครัวของเขาที่รออยู่ที่บ้าน คนรัก ลูก ๆ ฮึก-
ข้ามันแย่ที่สุดเล-”
“มานี่มา”
บอลด์วินดึงคนที่กำลังฟูมฟายอยู่เข้ามากอดเอาไว้แน่นเพื่อตัดทุกคำพูดและความคิดที่กำลังวิ่งไปมาอยู่ภายในศีรษะของฟินตันให้หยุดลง
พอเป็นแบบนั้นนอร่าและเฟลิกซ์ก็พยักหน้าให้กันและกันก่อนจะมากอดสองคนบนพื้นไว้อีกที
ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาทั้งหมดจะผ่านมันไปด้วยกัน
“เจ้าทำเท่าที่เจ้าทำได้แล้วฟินตัน เจ้าเก่งมาก ๆ
แล้วที่นำพวกเรามาถึงนี่”
นอร่ากล่าวและลูบศีรษะของผู้เป็นเจ้าชายเบา ๆ
เธอไม่ชอบเลยที่เห็นฟินตันร้องไห้ มันเป็นภาพที่ทำให้เธอจะขาดใจแปลก
ๆ ยามที่เห็น
คนจากทั้งกองทัพมองภาพที่เห็นตรงหน้าไปก็มีอารมณ์ร่วมไปด้วยอย่างหลากหลาย
ทั้งความเศร้าที่บางคนสูญเสียคนที่สนิทในสงครามครั้งนี้ไป
ทั้งความโกรธแค้นที่จะเป็นเชื้อเพลิงในการเดินหน้าต่อและทำสิ่งที่พวกเขาทุกคนต่างมีร่วมกันให้มันสำเร็จ
และความรู้สึกในตัวของผู้นำทัพของเขาว่าคนผู้นั้นก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนนึงที่พอถึงจุดที่แบกรับอะไรเอาไว้ไม่ไหวก็ไม่ต่างจากพวกเขาคนอื่น
ๆ ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าใครเลย
ฟินตันก็คือมนุษย์คนนึงที่มีอารมณ์ความรู้สึก
การได้เห็นด้านนี้ที่ไม่คาดว่าจะได้เห็นจากผู้นำทัพอันสูงส่งแล้ว
มันทำให้หลาย ๆ
คนเริ่มสัมผัสกับความเข้าถึงได้ง่ายจากเจ้าชายพระองค์นี้ได้มากกว่าเดิม
ความเข้าอกเข้าใจและใส่ใจแม้แต่กับพวกเขาที่เป็นสามัญชน
มันชนะใจทหารทุกนายยิ่งกว่าเจ้านายคนใดในชีวิตพวกเขาเลย
“ขอบใจพวกเจ้ทั้งสามคนมาก ๆ เลยนะ พวกเจ้าทุกคนด้วย”
ฟินตันเช็ดน้ำตาของตนลวก ๆ แล้วกลับมาลุกขึ้นยืน
ไฟในตัวที่ได้มาจากคนมากมายที่พร้อมเดินหน้าไปกับเขานี้
จะใช้มันแผดเผาศัตรูจนสิ้นให้ดู
มอบแด่เหล่าทหารผู้กล้าหาญที่จากไป ณ ที่แห่งนี้ พวกเจ้าจะถูกจดจำ
เชิดชู และเล่าขานโดยลูกหลานของเราในวันข้างหน้าต่อไปตลอดกาล
ฟินตัน แฮเซินสตาร์ก
25 เมษายน 1808
เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่างตามความตั้งใจของผู้นำทัพ
กองทัพก็เริ่มออกเดินทางต่ออีกครั้งพร้อมด้วยไฟที่ลุกโชนโชดช่วงยิ่งกว่าเก่า
ความแค้นทั้งหมดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
แล้วไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมีอะไรรอพวกเขาอยู่
ไฟแห่งความแค้นนี้ก็จะแผดเผามันจนมลายหายสิ้นให้หมด
เป้าหมายต่อไปของการเดินทางก็คือเมืองที่ชื่อว่ามาน (Main)
อันเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำเรนอส
แม่น้ำที่ไหลจากแนวเทือกเขาจากอาณาจักรซิลเวอร์เฮม (Sylverheim)
ทางทิศใต้
วกวนในแผ่นดินและกัดเซาะผ่านช่องในแนวเทือกเขามอร์บัลลาเป็นทางออกไปสู่ทะเลทางทิศเหนือ
ซึ่งหากตามแม่น้ำที่อยู่ติดกับเมืองแห่งนี้ไปเรื่อย ๆ
ผ่านช่องเขาดังกล่าวก็จะถึงเมืองหลวงที่เป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขาในการเดินทางอันยาวนานนี้
การมาถึงนครแห่งถัดไปนี้จึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญมากสำหรับฟินตัน
เพราะหากยึดครองมานได้ก็เท่ากับสามารถควบคุมทางต้นน้ำที่จะไปสู่มอนทาราได้หากสงครามยืดเยื้อ
กองทัพเดินทางไม่นานก็มาถึงชานเมืองมานในช่วงตอนเย็นของวัน
เนื่องจากเมืองแห่งนี้อยู่ห่างออกไปจากวาสเซอร์เฟิร์ตไม่มาก
แม้จะล่าช้าเพราะเมฆสีดำม่วงที่พรากชีวิตของทหารส่วนนึงไป
ทั้งหมดก็มาถึงนครแห่งนี้ก่อนดวงอาทิตย์จะตกดินถึงสองชั่วโมง
เมื่อทิวทัศน์ข้างทางเริ่มมีบ้านเรือนถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
ทางกองทัพก็เตรียมความพร้อมสำหรับการปะทะกับเมืองใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า
และแม้มานจะไม่ใช่เมืองใหญ่แบบวาสเซอร์เฟิร์ต
แต่ก็ไม่อาจประมาทได้ถึงสิ่งที่จะเจอ
เพราะถ้าพวกของคีย์รันส่งเมฆดำพิษมาได้
สิ่งอื่นใดที่รุนแรงเท่ากันหรือมากกว่าก็ย่อมเป็นไปได้ทั้งนั้น
ยิ่งในตอนนี้ที่พวกเขาทั้งหมดกำลังเข้าใกล้มอนทาราแล้วอีก
“เอ๊ะ? เหตุใดตรงนั้นถึงมีควันมากขนาดนั้นกัน?”
ทิวทัศน์ของนครริมแม่น้ำสายสำคัญของอาณาจักรปรากฏอยู่ไกล ๆ
ความเงียบสงบผิดปกติทำให้กองทัพต่างระแวงภัยที่อาจโผล่มาได้ทุกเมื่อเป็นพิเศษ
ก่อนที่หนึ่งในทหารที่เดินอยู่ด้านหน้าจะสังเกตเห็นกลุ่มควันมากมายพวกพุ่งออกมาจากทิศทางเดียวกับมาน
“อัลเบิร์ต เตรียมการเผื่อการปะทะไว้ ส่วนเฟลิกซ์ นอร่า
พวกเจ้าเทเลพอร์ตไปสังเกตการณ์ดูเสียหน่อย ได้อย่างไรรีบรายงา-”
“ท่านฟินตันขอรับ!”
ไม่ทันที่แม่ทัพอย่างฟินตันจะได้สั่งการเตรียมพร้อมทุกอย่างหลังจากมองไปเห็นสิ่งผิดปกติจากเมืองตรงหน้า
เสียงตะโกนเรียกก็ดังมาจากด้านหน้า
พอหันหน้าไปมองก็พบกับคนพร้อมอาวุธครบมือจำนวนหนึ่งอยู่บนหลังม้า
สันหลังของทุกคนเย็นวาบในทันที คราบเลือดที่เปื้อนตามตัว
อาวุธในมือเองก็ไม่ต่างกัน
“ฟินตัน ถอยลงมาเดี๋ยวนี้”
บอลด์วินพูดสั่งให้คนรักของเขาบอกให้ม้าถอยหลังลงมาจากด้านหน้าสุดของกองทัพ
เพราะจากสถานการณ์ตรงนี้แล้ว ความไม่ปลอดภัยกำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
แต่แล้วบทสนทนาได้ได้ยินต่อมาก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
“เป็นกองทัพของท่านฟินตันน่ะ ไม่ใช่ศัตรูแต่อย่างใด
จะให้พวกข้าทำอย่างไรดี? อื้อ… รับทราบ”
หนึ่งในคนตรงหน้าพูดกับตนเองแต่ก็เหมือนกำลังสื่อสารกับใครอยู่
ดูเช่นนี้ก็รู้ว่าคือ Telepathy อย่างแน่นอน
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือบทสนทนาที่บอกว่ากองทัพขนาดใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่มานนี้ไม่ใช่ศัตรูต่างหาก
หากเช่นนั้นแล้ว…
ฟึ่บ!
“เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่พูด”
เฟลิกซ์เทเลพอร์ตหายไปจากบนหลังม้าที่นั่งอยู่กับนอร่า
จากนั้นจึงไปโผล่อยู่ด้านหลังผู้ที่มีพลังในการสื่อสารระยะไกลพร้อมด้วยมีดสั้นที่จ่ออยู่ที่ลำคอ
“ใจเย็นก่อนเจ้าน่ะ พวกเราฝ่ายเดียวกันนะ”
“หา?!!”
“ต้องขออภัยที่ไม่รีบทูลพระองค์
ข้าเป็นหนึ่งในผู้นำการก่อการปฏิวัติของมานขอรับ
นครของพวกเราได้ยินข่าวของท่านมาและรอที่จะได้พบท่านอยู่
เป็นเกียรติของข้าอย่างยิ่งที่ได้พบกับเจ้าชายแห่งราชวงศ์แฮเซินสตาร์กขอรับ”
หลังจากแนะนำตัวเสร็จสรรพและค่อย ๆ
เคลื่อนขบวนทัพเข้าไปสู่ตัวเมืองมาน
คนที่เป็นคนกล่าวทักฟินตันก็เริ่มบอกเล่าการปฏิวัติของราษฎรแห่งมาน
ที่ได้รับเชื้อไฟจากข่าวการยึดเกียสเซนและวาสเซอร์เฟิร์ตของฟินตัน
จนในที่สุดก็สามารถโค่นดยุกผู้ปกครองพวกเขามาอย่างยาวนานลงได้สำเร็จ
ในตอนนั้นเองที่หน้ากำแพงเมือง
หัวของดยุกที่เคยปกครองนครแห่งนี้อยู่ก็ถูกเสียบไว้บนปลายหอกร่วมกับหัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงและทหารที่อยู่ฝ่ายเดียวกับคีย์รัน
ประชาชนเมื่อเห็นฟินตันก็พากันโห่ร้องด้วยความดีใจ
โชคดีไปที่เฟลิกซ์ไม่ได้ลงมือไปมากกว่านี้
แต่ถึงแบบนั้นก็อดทำให้เหล่าผู้นำทัพทั้งหลายรู้สึกขนลุกไม่ได้กับภาพที่เห็น
ณ นครแห่งนี้
The ripple effects มันกำลังเริ่มขึ้นแล้วจริง ๆ